วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สังคมคาร์บอนต่ำ2

สังคมคาร์บอนต่ำ หรือ Low Carbon Society มีความหมายตรงตัว ไม่ได้ซับซ้อนอะไร กล่าวคือ เป็นสังคมที่ใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ (เชื้อเพลิงส่วนใหญ่อยู่ในรูปของคาร์บอน) โดยอาศัยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงและพลังงานทดแทนใหม่ๆ เข้ามาแทนที่การใช้พลังงานแบบเดิมๆ แต่ยังคงมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดี

แนวคิดนี้ญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มและกำลังเป็นผู้นำในการปฏิบัติ รวมทั้งชักชวนประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศลูกหม้อในเอเชียให้เจริญรอยตามไปด้วย

เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในผู้นำเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในเอเชีย สิ่งที่ ญี่ปุ่นทำมิใช่มุ่งหวังแค่ผลด้านสิ่งแวดล้อม เท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายครอบคลุมไปถึงเศรษฐกิจการค้าของตนด้วย ญี่ปุ่นหวังว่าสังคมคาร์บอนต่ำจะต้องมีผลเปลี่ยนแปลงสังคมและวิถีชีวิตของชุมชนใหญ่น้อยของโลกในอนาคตข้างหน้า โดยมีญี่ปุ่นเป็นผู้นำ ด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ที่ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางพลังงานใหม่ๆ ของญี่ปุ่นไปอีกหลายสิบปี ก่อนจะสร้างเทคโนโลยีที่เหมาะสมของตนเองขึ้นมาได้ หรืออาจจะทำไม่ได้เลยเพราะมัวแต่ทะเลาะกันในสภาฯ

ญี่ปุ่นวางเป้าหมายการก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำไว้ในเบื้องต้นว่า จากนี้ถึงปี 2020 จะเป็นช่วงทำความเข้าใจกับแนว คิดการบริหารจัดการและพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะมีการลดก๊าซได้เพียง 25% จากระดับในปี 1990

เป้าหมายระยะกลางจากปี 2020 ถึงปี 2030 เพิ่มการลดก๊าซเป็น 40% และก้าวกระโดดเป็น 80% ภายปี 2050 สำหรับเป้าหมายในระยะยาว ซึ่งจะเป็นจุดที่ประชาชนรุ่นใหม่มีความรู้ฝังอยู่ในจิตสำนึกโดยสมบูรณ์ และด้วยความที่ญี่ปุ่นเป็น ชาติหนึ่งที่ไม่เคยยอมแพ้อะไรง่ายๆ และมีฐานการพัฒนาที่ล้ำหน้ากว่าประเทศอื่นๆ อยู่หลายขุม จึงทำให้เชื่อได้ว่าเป้าหมายที่วางไว้ คงเป็นไปได้ตามเป้า

หลายเรื่องที่ญี่ปุ่นพัฒนาและเป็นฐานที่ดีสู่การพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้ล้ำหน้ากว่าใคร ยกตัวอย่างเช่น

- อุตสาหกรรมผลิตเหล็กและซีเมนต์ซึ่งใช้พลังงานสูงมาก แต่ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงานโดยสามารถผลิตเหล็กได้ด้วยการใช้พลังงานน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ถึง 1-1.25 เท่า

- ญี่ปุ่นมีระบบขนส่งมวลชนประสิทธิภาพสูง แพร่ขยายครอบคลุมเป็นสัดส่วนถึง 46.7% ขณะที่ประเทศชั้นนำอื่นๆ มีอัตราครอบคลุมน้อยกว่า ได้แก่ เยอรมนี 20.7% ฝรั่งเศส 16.1% สหรัฐฯ 22.4% และอังกฤษ 13.1%

- มีอัตราการเติบโตของยอดขายรถประหยัดพลังงาน เช่น รถยนต์ไฮบริดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2007

- ญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตเซลล์ไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (solar cells) รายใหญ่ที่สุดในโลก

- ญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นประหยัดพลังงานได้สูงที่สุดในโลก

- ญี่ปุ่นใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในสัดส่วนถึงหนึ่งในสาม

- และที่ภาคภูมิใจสุดๆ คือการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนช่วยในการลดโลกร้อนของญี่ปุ่น ส่งผลให้เกิดการลดก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ลงถึง 2.55 ล้านตัน ในช่วงปี 2005-2006

กลไกที่ผลักดันให้นโยบายการพัฒนาสู่สังคมคาร์บอนต่ำให้เกิดได้จริง ญี่ปุ่นทำทั้งภาคบังคับและสมัครใจ

ในการบังคับใช้วิธีกำหนดให้ผู้ผลิตรายใหญ่ๆ ส่งรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรัฐ และเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณชน

ส่วนมาตรการจูงใจและเชิญชวนใช้วิธีออกมาตรฐานประหยัดพลังงาน เชิญชวนให้เกิดการผลิตอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หากทำไม่ได้รัฐบาลจะแนะนำช่วยเหลือ เท่าที่ผ่านมามาตรการนี้ทำให้เกิดการแข่งขันในทางคุณภาพ เช่น เครื่องปรับอากาศมีประสิทธิภาพสูงขึ้นถึง 42% ตู้เย็น 55% จอทีวีและคอมพิวเตอร์ 73.6%

ในด้านการบริหารปกครอง ก็มีมาตรการที่จะให้ท้องถิ่นต่างๆ ลดก๊าซตาม สภาพภูมิประเทศและสังคมทั้งในระดับประเทศและระดับชุมชน ตัวอย่างเช่น ในระดับประเทศ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี สิ่งแวดล้อมประกาศตัวต่อประชาคมโลกว่าญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำในการลดโลกร้อน ไม่ว่า มติจาก Post Kyoto Protocol จะออกมาเป็นอย่างไร สร้างจิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง จากระดับผู้บริหารประเทศสู่ประชาชนทั่วไป จนเท่าที่ผ่านมามีกิจกรรมออกมาเป็นรายวัน มีอาสาสมัครเป็นผู้ให้ความรู้และแนะนำการปฏิบัติที่ดี รวมทั้งมีหลายกิจกรรมที่เป็นไปในทางพอเพียงเช่นเดียวกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำกันในประเทศไทย แต่ญี่ปุ่นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Eco-life”

และที่น่าจับตามองคือ มาตรการ “Local production for local consumption” หรือโครงการผลิตในท้องถิ่นและใช้ในท้องถิ่น โดยรัฐให้การรับรองคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและเพื่อให้ท้องถิ่นพึ่งพาตนเองได้ แตกต่างจากบ้านเราที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นเป็นการรับรองเพื่อส่งไปขายในเมืองใหญ่และเมืองนอก แต่มีแนวโน้มกลายมาเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจของนักลงทุนที่ใช้แรงงานของท้องถิ่น ประโยชน์จึงตกอยู่ที่นักลงทุนเป็นส่วนใหญ่ ชาวบ้านท้องถิ่นก็ยังคงยากจนอยู่เหมือนเดิม

ถ้าเป็นในสังคมเอง แนวทางหลักจะเน้นไปที่เรื่องนวัตกรรมการ Recycle ของเสียต่างๆ การส่งเสริมระบบขนส่งมวลชน การจัดโซนนิ่งการใช้ที่ดินและการสร้าง green buildings ภายใต้การรณรงค์ อย่างจริงจังเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงานในชีวิตประจำวัน เช่น ส่งเสริมให้มีการประกอบธุรกิจแบบ small office และ home office อุปกรณ์ไฟฟ้าและยานพาหนะมีจอติดตั้งเพื่อแสดงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน สร้างอิมเมจของครอบครัวทันสมัยที่มีการประหยัดพลังงานทุกรูปแบบและมีสวนผักอยู่บนหลังคา โดยประเมินว่าครอบครัวหนึ่งมีศักยภาพลดคาร์บอนได้ถึง 50%

หากมองย้อนกลับมาที่บ้านเรา

เมืองไทยกำลังทำอะไรกันอยู่ เมืองไทยมิใช่ด้อยน้อยหน้าญี่ปุ่นจน เกินไป เรามีพื้นฐานของสังคมที่พอเพียงอยู่แล้ว มีภูมิปัญญา มีทรัพยากรธรรมชาติ เหลือเฟือ และมีศูนย์รวมของการร่วมแรงร่วมใจคือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณริเริ่มโครงการต่างๆ ขึ้นมามากมายที่ล้วนเป็นประโยชน์ต่อปวงชนอย่างแท้จริง

หากเราพยายามชูจุดแข็งเหล่านี้ควบคู่ไปกับการค้นคว้านวัตกรรมที่เหมาะสม เราก็อาจก้าวเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างภาคภูมิใจไม่น้อย ขอแต่เพียงมีเจตนา ที่มุ่งมั่น อย่ากล้าๆ กลัวๆ อิงกับการพัฒนา เศรษฐกิจแบบ GDP มากจนเกินไป เราก็คงจะเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไปได้

อย่างไรก็ตาม ศักยภาพของไทยในหลายๆ ด้านยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะการที่เรายังไม่มีความจริงจังในการผันนโยบายออกมาเป็นการปฏิบัติจริง เรายังคงไม่กล้าใช้กฎหมายทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการใช้ที่ดินอย่างจริงจัง

ซึ่งต้นตอของปัญหาก็หนีไม่พ้นอุปสรรคแบบเดิมๆ คือ การแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมือง การขาดธรรมาภิบาลของเจ้าหน้าที่ผู้บริหารผู้ปกครอง และจริยธรรมของนักลงทุน ซึ่งยังมีจำนวน ไม่น้อยที่ออกมาทำ CSR ด้วยอารมณ์เพื่อสร้างภาพมากกว่าคิดถึงสิ่งแวดล้อมส่วนรวมอย่างแท้จริง   

สังคมคาร์บอนต่ำ1

เมื่อเทียบกับก๊าซเรือนกระจกชนิดนี้อื่นๆ แล้ว กิจกรรมของมนุษย์นับแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ปลดปล่อย “คาร์บอน” มากกว่าก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่นๆ และนำไปสู่แนวคิดในการสร้างสังคม “คาร์บอนต่ำ” ที่มีโจทย์อันท้าทายว่าเศรษฐกิจต้องเดินหน้าไปด้วย
       
       มร.มาร์ติน เคราส์ (Mr.Martin Krause) หัวหน้าทีมสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ศูนย์โครงการพัฒนาแห่งสหประชาติภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (UNDP Asia-Pacific Regional Cantre) เผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ ถึงอุปสรรคของการก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำว่ามี 4 เรื่องที่ยังทำไม่สำเร็จ คือ 1.ประสิทธิภาพการใช้พลังงานไฟฟ้า 2.การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน 3.การลดการสูญเสียพื้นที่ป่าและสนับสนุนการเกษตรแบบยั่งยืน และ 4.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น การปิดไฟเพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ต้องเผาพลาญเชื้อเพลิง เป็นต้น
       
       ส่วนนโยบายเพื่อสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำของยูเอ็นดีพีนั้น มร.เคราส์ได้ยกตัวอย่างกิจกรรมที่จะนำไปสู่การลดคาร์บอนในเมืองไทยที่ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น การสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่ จ.แม่ฮ่องสอน อย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือการสร้างเขื่อนขนาดเล็ก และโครงการสำรวจประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคาร โดยยูเอ็นดีพีให้ทุนสนับสนุนเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าไปสำรวจอาคารที่เข้าร่วมในโครงการ ซึ่งมีทั้งโรงแรียนและโรงพยาบาลว่าสามารถลดการใช้พลังงานในส่วนใดได้บ้าง และเสนอเป็นแผนการจัดการเพื่อนำไปสู่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น
       
       สำหรับข้อเสนอแนะในการกำหนดนโยบายแก่รัฐบาลไทยเพื่อนำไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำนั้น มร.เคราส์กล่าวว่ารัฐบาลควรจะเลิกหนุนราคาน้ำมันดีเซล และปล่อยให้ราคาใกล้เคียงกับราคาในตลาดโลก และหันมาหนุนราคาไบโอดีเซลแทนจะดีกว่า และให้ความเห็นด้วยว่าเราสามารถใช้พลังงานทดแทนได้โดยไม่ต้องพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลว่า ต้องการสนับสนุนพลังงานหมุนเวียนที่มีหลากหลายเทคโนโลยี เช่น เชื้อเพลิงชีวมวล พลังงานน้ำ หรือพลังงานแสงอาทิตย์ได้ หรือจะยอมรับความเสี่ยงจากพลังงานนิวเคลียร์ที่มีความเสี่ยงสูง
      
       “หลายคนอาจบอกว่าเชื้อเพลิงชีวมวลก็ปลดปล่อยคาร์บอนเช่นกัน ใช่ แต่การปลดปล่อยนั้นไม่ได้เพิ่มปริมาณการปลดปล่อย เพราะยังไงเสียเกษตรกรก็เผาเชื้อเพลิงชีวมวลเหล่านั้นอยู่แล้ว ทำไมไม่เปลี่ยนมาเป็นพลังงานเสียเลย ส่วนพลังงานนิวเคลียร์นั้นไม่ปล่อยคาร์บอนก็จริงแต่มีความเสี่ยง ทั้งความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและความเสี่ยงจากการกำจัดกากนิวเคลียร์ ซึ่งยูเอ็นดีพีไม่สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์อยู่แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าต้องการจะเสี่ยงหรือไม่” มร.เคราส์ให้ความเห็น
       
       พร้อมกันนี้ในการเปิดงานสัมมนา “อนาคตของสังคมคาร์บอนต่ำ: ใต้วิสัยทัศน์เอเชียแปซิฟิกภายในปี 2050” (The Future of Low-Carbon Society: An Asia-Pacific Vision Beyond 2050) เมื่อวันที่ 27 ส.ค.53 ณ โรงแรมคอนราด ดร.วีระชัย วีระเมธีกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงต่อภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีกิจกรรมและการวิจัยและพัฒนาเพื่อลดการปลดปล่อยและปรับตัวรับกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่แบ่งได้เป็น 3 ขอบเขต
       
       ขอบเขตแรกเกี่ยวกับการเตรียมตัวรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยุทธศาสตร์ในการปรับตัว โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งครอบคลุมงานวิจัยและพัฒนาหลายโครงการ เช่น งานวิจัยของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่พัฒนาพันธุ์พืชเพื่อทนต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น พืชทนแล้ง-ทนน้ำท่วม หรือการพัฒนาโรงเรือนที่สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ เป็นต้น
       
       ขอบเขตที่ 2 เกี่ยวกับการสร้างแบบจำลองสภาพอากาศ ซึ่งงานในขอบเขตนี้ยังรวมถึงการพัฒนาแบบจำลองที่อาศัยข้อมูลภาพถ่ายระยะไกลหรือรีโมตเซนซิง (Remote Sensing) อย่างข้อมูลอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวได้จากดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติและสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) ซึ่งส่งต่อไปยัง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) และศูนย์จัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เพื่อสร้างแบบจำลองต่อไป
       
       ขอบเขตสุดท้ายเป็นเรื่องการประเมินวัฏจักรชีวิต (Life Cycle Assessment) ซึ่งกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดย สวทช. มีบทบาทนำในเรื่องนี้ โดยฐานข้อมูลการประเมินวัฏจักรชีวิตนั้นนำไปสู่การประยุกต์ที่หลากหลาย เช่น การคำนวณคาร์บอนฟุตปริ้นท์ (Carbon footprint) ของผลิตภัณฑ์หรือการทำงานขององค์กรต่างๆ ได้ ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กล่าวว่า สิ่งสำคัญคือเราต้องให้นักวิทยาศาสตร์ของเรานั้นแสดงความคิดได้อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เราเชื่อมั่นได้ว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมนั้นจะมีบทบาทสำคัญต่อการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน และเป็นกุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนเราสู่สังคมคาร์บอนต่ำ


ที่มา: http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000121737

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

ปัจจุบันการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในประเทศไทยยังมีน้อย มีเพียงองค์การขนาดใหญ่ไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่ได้เริ่มดำเนินการ เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และไม่ทราบเทคนิคและวิธีการคำนวณ CCF สำหรับประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินงานด้านการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งการผลิตและการบริการขององค์กร อันจะเป็นการช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ประกอบการและธุรกิจของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นการเตรียมความพร้อมหากภาครัฐจำเป็นต้องมีรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Reporting) ขององค์กรต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย วัตถุประสงค์ 
                    1. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรในประเทศไทย ในการคำนวณข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เพื่อใช้บริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
                         2.เพื่อเตรียมความพร้อมหากภาครัฐจำเป็นต้องมีรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Reporting) ขององค์กรต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย 
                    3. เพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศให้สามารถจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้ 

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้พลังงานในงานเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่นๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดในการสร้างสังคม “คาร์บอนต่ำ” (Low-carbon Society) ที่มีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 
                         (1) Carbon Minimization เป็นสังคมที่มีกระบวนการหรือกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง 
                         (2) Simpler and Richer กิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถกระทำได้ง่ายในชีวิตประจำวันและสร้างรายได้ให้แก่สังคม และ 
                     (3) Co-Existing with Nature เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องไปกับสภาพแวดล้อมและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และจากแนวคิดดังกล่าวได้นำไปสู่การจัดการระดับพื้นที่ (Area-based) หรือที่เรียกว่าเมืองลดคาร์บอน (Low-carbon City) กล่าวคือ เป็นการจัดการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมืองใดเมืองหนึ่งจากฐานเดิมที่ไม่เคยมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก่อน การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรทั่วไปที่ไม่จำกัดขนาดหรือลักษณะของกิจกรรม ซึ่งอาจเป็นองค์กรของเอกชน องค์กรของรัฐ หรือที่เรียกว่าองค์กรซีเอฟโอ (Carbon Footprint for Organization: CFO) เป็นวิธีการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กรและคำนวณออกมาในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า อันจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับเมือง ระดับโรงงาน ระดับอุตสาหกรรม และระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในประเทศไทยยังมีน้อยมาก เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และไม่ทราบเทคนิคและวิธีการคำนวณ และไม่เคยมีการดำเนินการในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อน ตัวอย่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านนี้ได้แก่ บริษัทเอกชนด้านการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ทางด้านการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร บริษัท อีโค ดีซายน์คอนซัลแตนท์ จำกัด www.ecodesignconsult.com บริษัทผู้ตรวจรับรอง http://www.th.sgs.com http://www.lr.org/default.aspx หน่วยงานรัฐสนับสนุน http://www.tgo.or.th

สินค้าติด "ฉลากคาร์บอนคาร์บอนฟุตพริ้น" นำทางกู้วิกฤตโลกร้อน

ในภาวะโลกร้อนอย่างนี้ จะเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแต่ละชนิดจะดูแค่ราคา ปริมาณ และคุณภาพเท่านั้น คงไม่เพียงพอแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มมีทางเลือกให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยดูที่ "ฉลากคาร์บอน" และ "เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินท์" บนบรรจุภัณฑ์              วันนี้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก ผู้บริโภคก็เริ่มตระหนักถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทางหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังสนใจใช้เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA) และสื่อสารให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าแต่ละชนิดมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากน้อยแค่ไหนตั้งแต่เริ่มถูกสร้างขึ้นจนถูกทำลายเมื่อกลายเป็นขยะ   
       โรงงานดอยคำนำร่อง "อบแห้งสตรอเบอร์รี่" คาร์บอนต่ำ
       
       ไทยนับเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ริเริ่มโครงการฉลากคาร์บอนรีดักชัน (Carbon Reduction Label) ซึ่งเป็นฉลากที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าในขั้นตอนการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 10% โดยเทียบกับปีฐาน คือ 2545 ซึ่งสตรอเบอร์รี่อบแห้ง ตรา ดอยคำ คือผลิตภัณฑ์แรกของไทยที่ได้รับฉลากคาร์บอนเมื่อช่วงต้นปี 51       

       นายเกษม ทิพย์แก้ว ผู้จัดการโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า สตรอเบอร์รี่อบแห้งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของโรงงาน ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการฉลากคาร์บอนเมื่อปี 50 ก็มีการปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการผลิต       

       จากเดิมที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน ก็เปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจี ไฟฟ้า รวมทั้งก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียที่เกิดขึ้นในโรงงาน ซึ่งแม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20% แต่ก็คุ้มค่าที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ และสินค้าก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 250 ตันต่อปี เป็น 300-350 ตันต่อปี ซึ่งผลิตภัณฑ์ 80% จำหน่ายในประเทศ และ 20% ส่งออกไปยังยุโรป ออสเตรเลีย จีน และญี่ปุ่น
   
       ในอนาคตโรงงานดอยคำมีแผนจะขอการรับรองฉลากคาร์บอนให้แก่ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้งที่มีกระบวนการผลิตคล้ายกันกับสตรอเบอร์รีอบแห้ง ก่อนที่จะขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป รวมทั้งเป็นโรงงานต้นแบบในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้สถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ เข้ามาศึกษาและนำไปปฏิบัติตาม
   
       ทั้งนี้ ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ของไทยจำนวน 56 ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย กระเบื้อง ปูนซีเมนต์ เซรามิค พรม และถุงยางอนามัย เป็นต้น และยังมีอีกหลายผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะตามมา รวมทั้งฉลากคาร์บอนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
   
       ตามดู "รอยเท้าคาร์บอน" ก่อนคิดจะปล่อย CO2 เพิ่มให้โลก
   
       "ฉลากลดคาร์บอนรีดักชัน เป็นฉลากคาร์บอนประเภทหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงโดยใช้กระบวนการผลิตเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคตระหนักถึงการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นการเริ่มต้นไปสู่สากลคือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ที่บอกให้ทราบว่าตลอดชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้งแก่เริ่มต้นผลิตจนถึงการกำจัดเมื่อเป็นขยะจะปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไหร่" รศ.ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศน์เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ให้ข้อมูล
   
       รศ.ดร.ธำรงรัตน์ เผยอีกว่าการศึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่จะมีมาตรฐานสากลในการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์เกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า คือมาตรฐาน ISO 14067 และในปี 2554 ประเทศฝรั่งเศสจะเริ่มมีระเบียบบังคับให้ผลิตภัณฑ์นำเข้าทุกชนิดต้องแสดงฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ญี่ปุ่น อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรปก็ตื่นตัวเรื่องนี้กันมาก โดยนำฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้กับผลิตภัณฑ์แล้วหลายชนิด
   
       "ไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เริ่มใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราใช้โอกาสนี้ที่จะเป็นผู้นำอาเซียนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศเพื่อนบ้านในด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต (LCA) และการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์" รศ.ดร.ธำรงรัตน์ กล่าวกับสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ในระหว่างนำคณะนักวิจัยจาก 8 ประเทศในอาเซียน เข้าศึกษาดูงาน ณ โรงงานดอยคำ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 51
   
       รศ.ดร.ธำรงรัตน์ กล่าวต่อว่าการส่งเสริมการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ของไทย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการค้าระหว่างประเทศและการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น และเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า ทำให้ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นต่อๆ ไป
   
       16 บริษัทส่งออก ประเดิมใช้เครื่องหมาย "คาร์บอนฟุตพริ้นท์"
   
       นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า อบก. ร่วมกับเอ็มเทค สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเริ่มจากศึกษาวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของต่างประเทศ และพัฒนาเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับประเทศไทย
   
       จากนั้นคัดเลือกบริษัทนำร่องเข้าร่วมโครงการเพื่อฝึกอบรมการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย โดยคำนวนออกมาเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เบื้องต้นได้ 16 บริษัท ที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นกลุ่มแรกในไทย ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 52 ณ โรงแรมสยามซิตี โดยมีระยะเวลา 2 ปี และจะมีการตรวจประเมินทุกๆ 6 เดือน
   
       อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ อบก. จะส่งเสริมให้มีบุคลากรหรือองค์กรทางด้านที่ปรึกษาสำหรับการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการขอใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่วน อบก. จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่านั้น โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 53 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้เอ็มเทคได้จัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ (National LCI Database) เสร็จแล้วจำนวน 307 ข้อมูล เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและสามารถนำไปใช้ในการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้
   
       สำหรับผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก 16 บริษัทแรก มีดังนี้
   
       1. อาหารบริการลูกค้าสายการบิน (แกงเขียวหวาน และ มัสมั่นไก่) บริษัท การบินไทยมหาชน จำกัด
       2. บรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อสำหรับอาหารเหลวและเครื่องดื่ม บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อก จำกัด
       3. อาหารไก่เนื้อ บริษัท เบทาโก จำกัด (มหาชน)
       4. กระเบื้องเซรามิค บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด
       5. ไก่ย่างเทอริยากิ บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด
       6. เนื้อไก่สด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
       7. มาม่าเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปน้ำใส บริษัท เพรสซิเดนท์ไรทซ์โปรดัก จำกัด
       8. น้ำสับปะรดเข้มข้น บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน
       9. ข้าวหอมมะลิ 100 % ใหม่ต้นฤดู บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด
       10. แกงเขียวหวานทูนาบรรจุกระป๋อง บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด
       11. เส้นด้ายยืดไนล่อน บริษัท เอเชียไฟเบอร์ จำกัด (มหาชน)
       12. เครื่องดื่มโคคา-โคลาชนิดบรรจุกระป๋องบรรจุ 325 cc บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด
       13. พรมปูพื้น (Axminster Carpet) บริษัท คาร์เปทอินเตอร์แนชั่นแนลไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)
       14. ยางรถยนต์ บริษัท ยางโอตานิ จำกัด
       15. กระป๋องเครื่องดื่มที่ผลิตจาก Line TULC บริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
       16. Cup 16 02 PP บริษัท อีสเทร์นโพลี แพค จำกัด



ที่มา: http://siweb.dss.go.th/news/show_abstract.asp?article_ID=2528

สวทช. นำร่ององค์กรลดคาร์บอน รับประกาศนียบัตรโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร


ในภาวะโลกร้อนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุสำคัญคงหนีไม่พ้นจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการใช้พลังงาน การพัฒนาและขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งสิ้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดการสร้างสังคม “คาร์บอนต่ำ” (Low-Carbon Society) ที่มีหลักการในการเน้นกระบวนการหรือกิจกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ร่วมกับ สวทช. และ 10 องค์กรนำร่องจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา จัดทำ “โครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร หรือ Carbon Footprint for Organization (CFO)” โดยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับประกาศนียบัตรในฐานะองค์กรนำร่องที่ดำเนินโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จาก ดร.ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เอ็มเทค 
    (เอ็มเทคร่วมเป็นเจ้าภาพโครงการฯ)
    สวทช. นำร่ององค์กรลดคาร์บอน รับประกาศนียบัตรโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

    คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร คืออะไร?
    การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หรือ CFO เป็นวิธีการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร และคำนวณออกมาในรูปคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าในเชิงปริมาณเป็นกิโลกรัมหรือตัน สำหรับประเทศไทยการจัดทำ CFO ยังมีน้อยมาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับ สวทช. และอีก 10 องค์กรนำร่องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” (ลงนามเมื่อ 18 พ.ย. 53) เพื่อกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือหรือแนวทาง (Guideline) ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรในประเทศไทยต่อไป
    co2

    การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรไม่ได้จำกัดขนาดหรือลักษณะของกิจกรรม อาจเป็นองค์กรของรัฐ สถาบันการศึกษา หรือภาคธุรกิจก็ได้ ซึ่งการดำเนินการจัดทำ CFO ไม่เพียงจะได้ผลตอบแทนในเรื่องต้นทุนที่จะลดการใช้พลังงานจากระบบการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรอีกด้วย

    ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้มาอย่างไร?
    การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น Scope ดังนี้
    Scope I: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การใช้ LPG และเชื้อเพลิงอื่นๆ ในห้อง Lab การใช้สารเคมีต่างๆ อาทิ สารทำความเย็น สารในห้องปฏิบัติการ สารเคมีในระบบบำบัดน้ำเสีย หรือการขนส่งโดยพาหนะขององค์กร เป็นต้น
    Scope II: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การใช้กระแสไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตเอง 
    Scope III: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่นๆ (Other Indirect Emissions) เช่น การเดินทางของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ หรือการใช้น้ำ เป็นต้น

    คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรทำแล้วได้อะไร?
    การประเมิน CFO สามารถจำแนกสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางบริหารจัดการลดการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับองค์กร รวมทั้งแสดงถึงภาพลักษณ์องค์กรที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศด้วย ทั้งนี้ การจัดทำ CFO มีแนวโน้มจะเป็นมาตรฐานที่องค์กรต่างๆ ให้การยอมรับมากขึ้นเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
    ทั้งนี้ สวทช. ได้ดำเนินกิจกรรม Green NSTDA เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 พบว่า สวทช. ลดการใช้พลังงานไปได้เฉลี่ย 8.3% จัดทำโครงการกระดาษหน้าที่ 3 เพื่อน้อง ทำให้ลดทรัพยากรในการผลิตกระดาษเทียบเท่าต้นไม้ 21 ต้น ไฟฟ้าเกือบ 5,000 kWh น้ำ 38,319 ลิตร คลอรีน 8.5 กก. ซึ่งเท่ากับการลดคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) 4,412 กก. 

    ที่มา: http://www.nstda.or.th/news/6394-nstda-awarded-with-certificate-for-cfo-project-as-pilot-organization-to-reduce-co2-emissions


    วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    Carbon footprint มาตรการสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของภาคการส่งออกไทย


    ปัจจุบันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas; GHG) เป็นแนวทางหลักที่นานาชาติเห็นพ้องร่วมกันในการบรรเทาปัญหาสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประเทศพัฒนาแล้วที่มีพันธกรณีในการลดการปล่อย GHG ภายใต้พิธีสารเกียวโตได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อย GHG จากภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศ หนึ่งในนั้นคือการแสดงค่า  Carbon footprint (CF) หรือปริมาณรวมของ GHG ที่แสดงในรูปก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าและบริการคาร์บอนต่ำอันนำไปสู่การลดการปล่อย GHG ของประเทศนั้น ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยในฐานะผู้รับจ้างผลิตและผู้ส่งออกสินค้าจึงได้รับผลกระทบจากมาตรการ CF อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาสถานภาพการดำเนินงาน CF และการออกฉลาก Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์และบริการของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยประมวลข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของ CF และฉลาก Carbon Footprint ต่อสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรส่งออกสำคัญ 20 รายการที่ส่งไปยังประเทศพัฒนาแล้วที่มีความตื่นตัวเรื่อง CF รวมทั้งโอกาสและศักยภาพในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในด้านสินค้าคาร์บอนต่ำของสินค้าส่งออกของไทยในตลาดดังกล่าว ซึ่งผลการศึกษาพบว่าในปี 2553-2554 มีสินค้าส่งออกสำคัญถึง 13 รายการที่จะได้รับผลกระทบจาก Carbon footprint คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรวมในปี 2552 มากกว่า 6.3 แสนล้านบาทต่อปี และมีความเป็นไปได้ที่ CF จะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีรูปแบบใหม่ที่ประเทศคู่ค้าหลักของไทยรายอื่นๆ นำมาใช้ในการพิจารณาสั่งซื้อสินค้าต่อไป

    ที่มา: http://www.biotec.or.th/th/index.php/knowledge/documents/431-carbon-footprint-

    วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    สังคมคาร์บอนพอเพียง


    ขอสรุปบทสัมภาษณ์ รศ. ดร. สิรินทรเทพ เต้าประยูร รองผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Joint Graduate School of Energy and Environment – JGSEE) ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์วารสาร Horizon ลงในฉบับที่ ๒๔ (April-June ๒๐๑๐) เกี่ยวกับ สังคมคาร์บอนพอเพียง หรือ Sufficiency Carbon Society น่าสนใจเป็นอย่างมากทีเดียว
    อาจารย์เริ่มจากการให้ความหมายของ Low Carbon Society ก่อน เพราะยังคงมีความเข้าใจกันคลาดเคลื่อนอยู่ระหว่างคำ ๓ คำ คือ Low Carbon Economy, Low Carbon Society และ Low Carbon City
    Low Carbon Economy จะเน้นไปทางเทคโนโลยีกับเศรษฐศาสตร์ เน้นไปที่การนำเทคโนโลยีสะอาดมาช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ถ้า Low Carbon City จะใช้พื้นที่เป็นหลัก เน้นไปที่เมือง เมืองใดเมืองหนึ่งที่จะเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ มีการวิธีการจัดการอย่างไร … ลดได้เท่าไร ศึกษาเชิงพื้นที่เป็นหลัก ส่วน Low Carbon Society จะพูดถึงหลัก ๓ ข้อใหญ่ๆ คือ Carbon Minimization จะต้องเป็นสังคมที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ แล้วการลดเป็นการลดแบบไหน อันดับที่สอง คือ Simpler and Richer หมายถึง มีการลดในชีวิตประจำวันด้วยวิธีง่าย ๆ มีความเต็มใจในการลดและยังสามารถสร้างรายได้ ส่วนอันดับที่สาม คือ Co-Existing with Nature เป็นเรื่องของการปรับตัวเองให้เข้าสู่ภาวะโลกร้อนทีเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ความหมายของ Low Carbon Society จึงมีความกว้างกว่าตัวเทคโนโลยีอย่างเดียว เป็นเรื่องของการบรรเทา (Mitigation) และการปรับตัว (Adaptation) ของคนในสังคมด้วย แต่ด้วยคำว่า Low Carbon Society ถูกผลักดันมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว มาก่อนจึงให้ความสำคัญที่เทคโนโลยีเป็นหลัก
    สำหรับ Low Carbon Society ในบริบทของสังคมไทย จะเห็นว่า Simpler and Richer จะเน้นเรื่องความสบายใจในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ ก็เข้ากันได้ดีกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่ Co-Existing with Nature ในบริบทไทย ชุมชนที่นำเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปพัฒนา ก็จะรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่เข้ากับธรรมชาติได้ดี และรักษาธรรมชาติได้ดีด้วย เหมือนชุมชนบ้านเปร็ดใน อำเภอเมือง จังหวัดตราด เพราะชุมชนเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไป มีวิธีคิดที่จะรักษาธรรมชาติ ไม่ได้มองที่ตัวเองเป็นหลัก แต่จะสร้างระบบเป็นหลักทำอย่างไรให้อยู่กับธรรมชาติได้ แล้วการที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ก็ทำให้สามารถลดโลกร้อนได้โดยไม่รู้ตัว ถ้าคนไทยทั้งประเทศทำแบบชุมชนบ้านเปร็ดใน ภาพรวมการปล่อนในประเทศก็ลดลง ต้องช่วยกันทำด้วยความเต็มใจ มันไปด้วยกันระหว่าง Low Carbon Society กับเศรษฐกิจพอเพียง
    การจะเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ต้องมีความเข้าใจเป็นหลักก่อน ว่าทำไมต้องทำสังคมคาร์บอนต่ำ ต้องมีความเข้าใจในเรื่งอของการทำอย่างไรจึงจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ ในการลดก๊าซเรือนกระจกต้องมีทั้งเทคโนโลยี และ เรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ๒ สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน
    ในตะวันตก มีการสร้างระบบชัดเจนในการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีการวางเป้าหมายร่วมกัน ใช้ในเชิงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เอาคนที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกันมองหาโอกาสในการลดก๊าซเรือนกระจก ก็สามารถวางแผนในการลดก๊าซร่วมกัน สร้างแผนร่วมกัน แต่ถ้าจะเอามาใช้ในไทย ต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนมากๆ เข้ามาร่วมดำเนินการ ร่วมกันช่วยกันคิด ตอนนี้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำลังพยายามเริ่มมองเมืองต้นแบบ Low Carbon Society และจะพัฒนาคู่มือ
    ที่มา: Sufficiency Carbon Society มาสร้าง ‘สังคมคาร์บอนพอเพียง’ ด้วยกัน. ๒๔ (April-June ๒๐๑๐): ๓๖-๔๑