แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

ปัจจุบันการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในประเทศไทยยังมีน้อย มีเพียงองค์การขนาดใหญ่ไม่กี่องค์กรเท่านั้นที่ได้เริ่มดำเนินการ เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และไม่ทราบเทคนิคและวิธีการคำนวณ CCF สำหรับประเทศไทย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จึงได้กำหนดให้มีการดำเนินงานด้านการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรขึ้น เพื่อกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งการผลิตและการบริการขององค์กร อันจะเป็นการช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้กับผู้ประกอบการและธุรกิจของไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก และเป็นการเตรียมความพร้อมหากภาครัฐจำเป็นต้องมีรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Reporting) ขององค์กรต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย วัตถุประสงค์ 
                    1. เพื่อเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรในประเทศไทย ในการคำนวณข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร เพื่อใช้บริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
                         2.เพื่อเตรียมความพร้อมหากภาครัฐจำเป็นต้องมีรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas Reporting) ขององค์กรต่างๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย 
                    3. เพื่อพัฒนาบุคลากรของประเทศให้สามารถจัดทำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้ 

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการใช้พลังงานในงานเกษตรกรรม การพัฒนาและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง การตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรูปแบบอื่นๆ ล้วนเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโลกร้อนซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และนับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดในการสร้างสังคม “คาร์บอนต่ำ” (Low-carbon Society) ที่มีหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ 
                         (1) Carbon Minimization เป็นสังคมที่มีกระบวนการหรือกิจกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้จริง 
                         (2) Simpler and Richer กิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกสามารถกระทำได้ง่ายในชีวิตประจำวันและสร้างรายได้ให้แก่สังคม และ 
                     (3) Co-Existing with Nature เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องไปกับสภาพแวดล้อมและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และจากแนวคิดดังกล่าวได้นำไปสู่การจัดการระดับพื้นที่ (Area-based) หรือที่เรียกว่าเมืองลดคาร์บอน (Low-carbon City) กล่าวคือ เป็นการจัดการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเมืองใดเมืองหนึ่งจากฐานเดิมที่ไม่เคยมีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก่อน การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรทั่วไปที่ไม่จำกัดขนาดหรือลักษณะของกิจกรรม ซึ่งอาจเป็นองค์กรของเอกชน องค์กรของรัฐ หรือที่เรียกว่าองค์กรซีเอฟโอ (Carbon Footprint for Organization: CFO) เป็นวิธีการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กรและคำนวณออกมาในรูปคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า อันจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในระดับเมือง ระดับโรงงาน ระดับอุตสาหกรรม และระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม กิจกรรมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรในประเทศไทยยังมีน้อยมาก เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และไม่ทราบเทคนิคและวิธีการคำนวณ และไม่เคยมีการดำเนินการในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาก่อน ตัวอย่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านนี้ได้แก่ บริษัทเอกชนด้านการฝึกอบรมพัฒนาความรู้ทางด้านการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร บริษัท อีโค ดีซายน์คอนซัลแตนท์ จำกัด www.ecodesignconsult.com บริษัทผู้ตรวจรับรอง http://www.th.sgs.com http://www.lr.org/default.aspx หน่วยงานรัฐสนับสนุน http://www.tgo.or.th

สินค้าติด "ฉลากคาร์บอนคาร์บอนฟุตพริ้น" นำทางกู้วิกฤตโลกร้อน

ในภาวะโลกร้อนอย่างนี้ จะเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแต่ละชนิดจะดูแค่ราคา ปริมาณ และคุณภาพเท่านั้น คงไม่เพียงพอแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มมีทางเลือกให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยดูที่ "ฉลากคาร์บอน" และ "เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินท์" บนบรรจุภัณฑ์              วันนี้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก ผู้บริโภคก็เริ่มตระหนักถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทางหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังสนใจใช้เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA) และสื่อสารให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าแต่ละชนิดมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากน้อยแค่ไหนตั้งแต่เริ่มถูกสร้างขึ้นจนถูกทำลายเมื่อกลายเป็นขยะ   
       โรงงานดอยคำนำร่อง "อบแห้งสตรอเบอร์รี่" คาร์บอนต่ำ
       
       ไทยนับเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ริเริ่มโครงการฉลากคาร์บอนรีดักชัน (Carbon Reduction Label) ซึ่งเป็นฉลากที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าในขั้นตอนการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 10% โดยเทียบกับปีฐาน คือ 2545 ซึ่งสตรอเบอร์รี่อบแห้ง ตรา ดอยคำ คือผลิตภัณฑ์แรกของไทยที่ได้รับฉลากคาร์บอนเมื่อช่วงต้นปี 51       

       นายเกษม ทิพย์แก้ว ผู้จัดการโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า สตรอเบอร์รี่อบแห้งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของโรงงาน ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการฉลากคาร์บอนเมื่อปี 50 ก็มีการปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการผลิต       

       จากเดิมที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน ก็เปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจี ไฟฟ้า รวมทั้งก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียที่เกิดขึ้นในโรงงาน ซึ่งแม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20% แต่ก็คุ้มค่าที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ และสินค้าก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 250 ตันต่อปี เป็น 300-350 ตันต่อปี ซึ่งผลิตภัณฑ์ 80% จำหน่ายในประเทศ และ 20% ส่งออกไปยังยุโรป ออสเตรเลีย จีน และญี่ปุ่น
   
       ในอนาคตโรงงานดอยคำมีแผนจะขอการรับรองฉลากคาร์บอนให้แก่ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้งที่มีกระบวนการผลิตคล้ายกันกับสตรอเบอร์รีอบแห้ง ก่อนที่จะขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป รวมทั้งเป็นโรงงานต้นแบบในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้สถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ เข้ามาศึกษาและนำไปปฏิบัติตาม
   
       ทั้งนี้ ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ของไทยจำนวน 56 ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย กระเบื้อง ปูนซีเมนต์ เซรามิค พรม และถุงยางอนามัย เป็นต้น และยังมีอีกหลายผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะตามมา รวมทั้งฉลากคาร์บอนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
   
       ตามดู "รอยเท้าคาร์บอน" ก่อนคิดจะปล่อย CO2 เพิ่มให้โลก
   
       "ฉลากลดคาร์บอนรีดักชัน เป็นฉลากคาร์บอนประเภทหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงโดยใช้กระบวนการผลิตเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคตระหนักถึงการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นการเริ่มต้นไปสู่สากลคือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ที่บอกให้ทราบว่าตลอดชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้งแก่เริ่มต้นผลิตจนถึงการกำจัดเมื่อเป็นขยะจะปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไหร่" รศ.ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศน์เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ให้ข้อมูล
   
       รศ.ดร.ธำรงรัตน์ เผยอีกว่าการศึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่จะมีมาตรฐานสากลในการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์เกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า คือมาตรฐาน ISO 14067 และในปี 2554 ประเทศฝรั่งเศสจะเริ่มมีระเบียบบังคับให้ผลิตภัณฑ์นำเข้าทุกชนิดต้องแสดงฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ญี่ปุ่น อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรปก็ตื่นตัวเรื่องนี้กันมาก โดยนำฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้กับผลิตภัณฑ์แล้วหลายชนิด
   
       "ไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เริ่มใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราใช้โอกาสนี้ที่จะเป็นผู้นำอาเซียนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศเพื่อนบ้านในด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต (LCA) และการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์" รศ.ดร.ธำรงรัตน์ กล่าวกับสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ในระหว่างนำคณะนักวิจัยจาก 8 ประเทศในอาเซียน เข้าศึกษาดูงาน ณ โรงงานดอยคำ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 51
   
       รศ.ดร.ธำรงรัตน์ กล่าวต่อว่าการส่งเสริมการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ของไทย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการค้าระหว่างประเทศและการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น และเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า ทำให้ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นต่อๆ ไป
   
       16 บริษัทส่งออก ประเดิมใช้เครื่องหมาย "คาร์บอนฟุตพริ้นท์"
   
       นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า อบก. ร่วมกับเอ็มเทค สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเริ่มจากศึกษาวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของต่างประเทศ และพัฒนาเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับประเทศไทย
   
       จากนั้นคัดเลือกบริษัทนำร่องเข้าร่วมโครงการเพื่อฝึกอบรมการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย โดยคำนวนออกมาเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เบื้องต้นได้ 16 บริษัท ที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นกลุ่มแรกในไทย ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 52 ณ โรงแรมสยามซิตี โดยมีระยะเวลา 2 ปี และจะมีการตรวจประเมินทุกๆ 6 เดือน
   
       อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ อบก. จะส่งเสริมให้มีบุคลากรหรือองค์กรทางด้านที่ปรึกษาสำหรับการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการขอใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่วน อบก. จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่านั้น โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 53 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้เอ็มเทคได้จัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ (National LCI Database) เสร็จแล้วจำนวน 307 ข้อมูล เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและสามารถนำไปใช้ในการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้
   
       สำหรับผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก 16 บริษัทแรก มีดังนี้
   
       1. อาหารบริการลูกค้าสายการบิน (แกงเขียวหวาน และ มัสมั่นไก่) บริษัท การบินไทยมหาชน จำกัด
       2. บรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อสำหรับอาหารเหลวและเครื่องดื่ม บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อก จำกัด
       3. อาหารไก่เนื้อ บริษัท เบทาโก จำกัด (มหาชน)
       4. กระเบื้องเซรามิค บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด
       5. ไก่ย่างเทอริยากิ บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด
       6. เนื้อไก่สด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
       7. มาม่าเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปน้ำใส บริษัท เพรสซิเดนท์ไรทซ์โปรดัก จำกัด
       8. น้ำสับปะรดเข้มข้น บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน
       9. ข้าวหอมมะลิ 100 % ใหม่ต้นฤดู บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด
       10. แกงเขียวหวานทูนาบรรจุกระป๋อง บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด
       11. เส้นด้ายยืดไนล่อน บริษัท เอเชียไฟเบอร์ จำกัด (มหาชน)
       12. เครื่องดื่มโคคา-โคลาชนิดบรรจุกระป๋องบรรจุ 325 cc บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด
       13. พรมปูพื้น (Axminster Carpet) บริษัท คาร์เปทอินเตอร์แนชั่นแนลไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)
       14. ยางรถยนต์ บริษัท ยางโอตานิ จำกัด
       15. กระป๋องเครื่องดื่มที่ผลิตจาก Line TULC บริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
       16. Cup 16 02 PP บริษัท อีสเทร์นโพลี แพค จำกัด



ที่มา: http://siweb.dss.go.th/news/show_abstract.asp?article_ID=2528

สวทช. นำร่ององค์กรลดคาร์บอน รับประกาศนียบัตรโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร


ในภาวะโลกร้อนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุสำคัญคงหนีไม่พ้นจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการใช้พลังงาน การพัฒนาและขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งสิ้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดการสร้างสังคม “คาร์บอนต่ำ” (Low-Carbon Society) ที่มีหลักการในการเน้นกระบวนการหรือกิจกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ร่วมกับ สวทช. และ 10 องค์กรนำร่องจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา จัดทำ “โครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร หรือ Carbon Footprint for Organization (CFO)” โดยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับประกาศนียบัตรในฐานะองค์กรนำร่องที่ดำเนินโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จาก ดร.ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เอ็มเทค 
    (เอ็มเทคร่วมเป็นเจ้าภาพโครงการฯ)
    สวทช. นำร่ององค์กรลดคาร์บอน รับประกาศนียบัตรโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

    คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร คืออะไร?
    การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หรือ CFO เป็นวิธีการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร และคำนวณออกมาในรูปคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าในเชิงปริมาณเป็นกิโลกรัมหรือตัน สำหรับประเทศไทยการจัดทำ CFO ยังมีน้อยมาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับ สวทช. และอีก 10 องค์กรนำร่องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” (ลงนามเมื่อ 18 พ.ย. 53) เพื่อกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือหรือแนวทาง (Guideline) ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรในประเทศไทยต่อไป
    co2

    การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรไม่ได้จำกัดขนาดหรือลักษณะของกิจกรรม อาจเป็นองค์กรของรัฐ สถาบันการศึกษา หรือภาคธุรกิจก็ได้ ซึ่งการดำเนินการจัดทำ CFO ไม่เพียงจะได้ผลตอบแทนในเรื่องต้นทุนที่จะลดการใช้พลังงานจากระบบการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรอีกด้วย

    ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้มาอย่างไร?
    การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น Scope ดังนี้
    Scope I: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การใช้ LPG และเชื้อเพลิงอื่นๆ ในห้อง Lab การใช้สารเคมีต่างๆ อาทิ สารทำความเย็น สารในห้องปฏิบัติการ สารเคมีในระบบบำบัดน้ำเสีย หรือการขนส่งโดยพาหนะขององค์กร เป็นต้น
    Scope II: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การใช้กระแสไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตเอง 
    Scope III: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่นๆ (Other Indirect Emissions) เช่น การเดินทางของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ หรือการใช้น้ำ เป็นต้น

    คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรทำแล้วได้อะไร?
    การประเมิน CFO สามารถจำแนกสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางบริหารจัดการลดการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับองค์กร รวมทั้งแสดงถึงภาพลักษณ์องค์กรที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศด้วย ทั้งนี้ การจัดทำ CFO มีแนวโน้มจะเป็นมาตรฐานที่องค์กรต่างๆ ให้การยอมรับมากขึ้นเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
    ทั้งนี้ สวทช. ได้ดำเนินกิจกรรม Green NSTDA เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 พบว่า สวทช. ลดการใช้พลังงานไปได้เฉลี่ย 8.3% จัดทำโครงการกระดาษหน้าที่ 3 เพื่อน้อง ทำให้ลดทรัพยากรในการผลิตกระดาษเทียบเท่าต้นไม้ 21 ต้น ไฟฟ้าเกือบ 5,000 kWh น้ำ 38,319 ลิตร คลอรีน 8.5 กก. ซึ่งเท่ากับการลดคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) 4,412 กก. 

    ที่มา: http://www.nstda.or.th/news/6394-nstda-awarded-with-certificate-for-cfo-project-as-pilot-organization-to-reduce-co2-emissions


    วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    Carbon footprint มาตรการสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของภาคการส่งออกไทย


    ปัจจุบันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas; GHG) เป็นแนวทางหลักที่นานาชาติเห็นพ้องร่วมกันในการบรรเทาปัญหาสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประเทศพัฒนาแล้วที่มีพันธกรณีในการลดการปล่อย GHG ภายใต้พิธีสารเกียวโตได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อย GHG จากภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศ หนึ่งในนั้นคือการแสดงค่า  Carbon footprint (CF) หรือปริมาณรวมของ GHG ที่แสดงในรูปก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าและบริการคาร์บอนต่ำอันนำไปสู่การลดการปล่อย GHG ของประเทศนั้น ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยในฐานะผู้รับจ้างผลิตและผู้ส่งออกสินค้าจึงได้รับผลกระทบจากมาตรการ CF อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาสถานภาพการดำเนินงาน CF และการออกฉลาก Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์และบริการของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยประมวลข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของ CF และฉลาก Carbon Footprint ต่อสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรส่งออกสำคัญ 20 รายการที่ส่งไปยังประเทศพัฒนาแล้วที่มีความตื่นตัวเรื่อง CF รวมทั้งโอกาสและศักยภาพในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในด้านสินค้าคาร์บอนต่ำของสินค้าส่งออกของไทยในตลาดดังกล่าว ซึ่งผลการศึกษาพบว่าในปี 2553-2554 มีสินค้าส่งออกสำคัญถึง 13 รายการที่จะได้รับผลกระทบจาก Carbon footprint คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรวมในปี 2552 มากกว่า 6.3 แสนล้านบาทต่อปี และมีความเป็นไปได้ที่ CF จะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีรูปแบบใหม่ที่ประเทศคู่ค้าหลักของไทยรายอื่นๆ นำมาใช้ในการพิจารณาสั่งซื้อสินค้าต่อไป

    ที่มา: http://www.biotec.or.th/th/index.php/knowledge/documents/431-carbon-footprint-

    วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    สังคมคาร์บอนพอเพียง


    ขอสรุปบทสัมภาษณ์ รศ. ดร. สิรินทรเทพ เต้าประยูร รองผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Joint Graduate School of Energy and Environment – JGSEE) ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์วารสาร Horizon ลงในฉบับที่ ๒๔ (April-June ๒๐๑๐) เกี่ยวกับ สังคมคาร์บอนพอเพียง หรือ Sufficiency Carbon Society น่าสนใจเป็นอย่างมากทีเดียว
    อาจารย์เริ่มจากการให้ความหมายของ Low Carbon Society ก่อน เพราะยังคงมีความเข้าใจกันคลาดเคลื่อนอยู่ระหว่างคำ ๓ คำ คือ Low Carbon Economy, Low Carbon Society และ Low Carbon City
    Low Carbon Economy จะเน้นไปทางเทคโนโลยีกับเศรษฐศาสตร์ เน้นไปที่การนำเทคโนโลยีสะอาดมาช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ถ้า Low Carbon City จะใช้พื้นที่เป็นหลัก เน้นไปที่เมือง เมืองใดเมืองหนึ่งที่จะเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ มีการวิธีการจัดการอย่างไร … ลดได้เท่าไร ศึกษาเชิงพื้นที่เป็นหลัก ส่วน Low Carbon Society จะพูดถึงหลัก ๓ ข้อใหญ่ๆ คือ Carbon Minimization จะต้องเป็นสังคมที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ แล้วการลดเป็นการลดแบบไหน อันดับที่สอง คือ Simpler and Richer หมายถึง มีการลดในชีวิตประจำวันด้วยวิธีง่าย ๆ มีความเต็มใจในการลดและยังสามารถสร้างรายได้ ส่วนอันดับที่สาม คือ Co-Existing with Nature เป็นเรื่องของการปรับตัวเองให้เข้าสู่ภาวะโลกร้อนทีเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ความหมายของ Low Carbon Society จึงมีความกว้างกว่าตัวเทคโนโลยีอย่างเดียว เป็นเรื่องของการบรรเทา (Mitigation) และการปรับตัว (Adaptation) ของคนในสังคมด้วย แต่ด้วยคำว่า Low Carbon Society ถูกผลักดันมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว มาก่อนจึงให้ความสำคัญที่เทคโนโลยีเป็นหลัก
    สำหรับ Low Carbon Society ในบริบทของสังคมไทย จะเห็นว่า Simpler and Richer จะเน้นเรื่องความสบายใจในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ ก็เข้ากันได้ดีกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่ Co-Existing with Nature ในบริบทไทย ชุมชนที่นำเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปพัฒนา ก็จะรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่เข้ากับธรรมชาติได้ดี และรักษาธรรมชาติได้ดีด้วย เหมือนชุมชนบ้านเปร็ดใน อำเภอเมือง จังหวัดตราด เพราะชุมชนเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไป มีวิธีคิดที่จะรักษาธรรมชาติ ไม่ได้มองที่ตัวเองเป็นหลัก แต่จะสร้างระบบเป็นหลักทำอย่างไรให้อยู่กับธรรมชาติได้ แล้วการที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ก็ทำให้สามารถลดโลกร้อนได้โดยไม่รู้ตัว ถ้าคนไทยทั้งประเทศทำแบบชุมชนบ้านเปร็ดใน ภาพรวมการปล่อนในประเทศก็ลดลง ต้องช่วยกันทำด้วยความเต็มใจ มันไปด้วยกันระหว่าง Low Carbon Society กับเศรษฐกิจพอเพียง
    การจะเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ต้องมีความเข้าใจเป็นหลักก่อน ว่าทำไมต้องทำสังคมคาร์บอนต่ำ ต้องมีความเข้าใจในเรื่งอของการทำอย่างไรจึงจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ ในการลดก๊าซเรือนกระจกต้องมีทั้งเทคโนโลยี และ เรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ๒ สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน
    ในตะวันตก มีการสร้างระบบชัดเจนในการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีการวางเป้าหมายร่วมกัน ใช้ในเชิงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เอาคนที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกันมองหาโอกาสในการลดก๊าซเรือนกระจก ก็สามารถวางแผนในการลดก๊าซร่วมกัน สร้างแผนร่วมกัน แต่ถ้าจะเอามาใช้ในไทย ต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนมากๆ เข้ามาร่วมดำเนินการ ร่วมกันช่วยกันคิด ตอนนี้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำลังพยายามเริ่มมองเมืองต้นแบบ Low Carbon Society และจะพัฒนาคู่มือ
    ที่มา: Sufficiency Carbon Society มาสร้าง ‘สังคมคาร์บอนพอเพียง’ ด้วยกัน. ๒๔ (April-June ๒๐๑๐): ๓๖-๔๑

    วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    ดันภาคอุตฯผลิตสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

    สมอ.และสถาบันสิ่งทอดันภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้น ตั้งเป้าไทยเป็นศูนย์กลางผลิตสินค้าสีเขียวของอาเซียนในปี 2560
    นายชัยยง กฤตผลชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอได้จัดทำแผนเพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมไทยในการแข่งขันภายใต้กฎระเบียบของสหภาพยุโรประยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2555-2557 โดยยื่นของบประมาณจำนวน 300 ล้านบาทเพื่อนำจะพัฒนาผู้ประกอบการให้ผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เช่น สิ่งทอ ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อมของอาเซียนภายในปี 2560
    ทั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าในสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ล้วนให้ความสำคัญต่อสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรต่อสังคม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพัฒนาการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้กับการผลิตสินค้า และเรื่องนี้ก็ถือเป็นการกีดกันทางการค้ารูปแบบหนึ่งที่ผู้ซื้อสร้างขึ้นมา เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด
    “จากแผนในระยะแรกที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2550-2552 งบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ส่งออกสินค้า ถ้าไทยไม่ปรับตัวจะเสียโอกาสทางการตลาด จึงได้มีการผลักดันแผนระยะที่ 2 ขึ้น เพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากที่สุด” นายชัยยง กล่าว
    นายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า ในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอมีการแข่งขันสูงและมีความต้องการสินค้าสิ่งและ เครื่องนุ่งห่มที่รักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมาก ผู้ประกอบการไทยจึงเริ่มปรับตัว ซึ่งในขณะนี้ไทยถือว่าเป็นผู้นำและเตรียมความพร้อมมาอย่างดี โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการสิ่งทอได้รับใบรับรองฉลากแสดงปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ เรือนกระจกตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ (คาร์บอนฟุตพริ้นท์) แล้วจำนวน 16 โรงงาน
    ทั้งนี้ การได้รับใบรับรองจะทำให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มราคาสินค้าได้เพิ่มขึ้นอีก 5-15% และลูกค้าก็ยอมรับในคุณภาพสินค้า โดยตลาดหลักๆ ที่เน้นการนำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมาใช้มากที่สุด คือ สหภาพยุโรป ที่เป็นตลาดส่งออกสิ่งทออันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ก็เริ่มนำมาตรฐานนี้มาใช้บ้างแล้ว จากเดิมที่สนใจแต่ด้านราคา รวมถึงญี่ปุ่น ก็เริ่มตื่นตัวแล้วเช่นเดียวกัน
    “การติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นในสินค้าไม่ได้ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่ม ขึ้นมาก แต่เกิดจากความตั้งใจของผู้ประกอบการมากกว่า เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลดใช้พลังงาน ลดใช้น้ำ ในกระบวนการผลิต ซึ่งทางสถาบันต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการ หันมาสนใจและขยายความตระหลักออกไปในวงกว้างที่สุดจนถึงผู้ผลิตระดับเอสเอ็ม อี” นายวิรัตน์ กล่าว
    นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัททองไทยการทอ กล่าวว่า การนำมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการผลิตนอกจากจะช่วยให้สินค้าได้ รับการยอมรับจากลูกค้าแล้ว ยังเป็นวิธีในการลดต้นทุนการผลิตทางหนึ่งด้วย เพราะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็เท่ากับการลดการใช้พลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถทำได้ไม่ยาก อยู่ที่ความตั้งใจทำมากที่สุด

    ซีพี-มาม่า-องุ่น”แห่ติดฉลากคาร์บอน ขี่กระแสลดโลกร้อนหวังบุกตลาดตปท.

    กระแสโลกร้อนมาแรง เอกชนแห่ขอติดฉลากคาร์บอนทั้งรายเล็กรายใหญ่เกือบ 100 บริษัทกว่า 300 ผลิตภัณฑ์ นำทีมโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ขอติดฉลากมากที่สุด ตามมาด้วยมาม่า สหพัฒน์, โค้กกระป๋อง, เบทาโกร, ซีเล็คทูน่า, เขียวหวานการบินไทย, น้ำมันพืชองุ่น ไปจนกระทั่งถึงเสื้อแอร์โร่ว์ ชี้ผู้บริโภคในสหภาพยุโรปต้องการสินค้าลดโลกร้อน ใครไม่ทำมีสิทธิตกขบวน แข่งขันไม่ได้

    นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่ อบก.ได้ส่งเสริมให้ภาคเอกชน ติดฉลากคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้า ปรากฏขณะนี้มีเอกชนจำนวนมากมาขอการรับรองติดฉลากคาร์บอนไปแล้วมากกว่า 100 บริษัท 300 ผลิตภัณฑ์
    ทั้งนี้ อบก.ได้ให้การรับรองฉลากคาร์บอน 3 รายการ ได้แก่ 1) คาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) หมายถึง ฉลากที่ระบุปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ-การขนส่ง-การประกอบชิ้นส่วน-การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปัจจุบัน ได้รับการรับรองไปแล้ว 52 บริษัทจำนวน 196 ผลิตภัณฑ์ อาทิ บริษัทซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ขอติดฉลากในผลิตภัณฑ์ไก่ย่างเทอริยากิ-เนื้อไก่สด-ไก่ห่อสาหร่าย-อาหารไก่, บริษัท เพรซิเดนท์ไรซ์ โปรดักส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เบทราโกร จำกัด (มหาชน) อาหารไก่เนื้อเบอร์ 203 และบริษัทน้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)
    2) ฉลากลดคาร์บอน (Carbon reduction label) หมายถึง ฉลากที่แสดงระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ โดยการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment : LCA) หรือสินค้าตั้งแต่การจัดเตรียมวัตถุดิบ-การผลิต-การใช้และการจัดการหลังการใช้ได้รับรองแล้ว 29 บริษัท จำนวน 130 ผลิตภัณฑ์ อาทิ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ ผงพลาสติกพีวีซี, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก, บริษัท น้ำตาลวังขนาย จำกัด ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวตราวังขนาย และบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผลิตภัณฑ์สตรอว์เบอร์รี่อบแห้ง
    3) คูลโมด (Cool Mode) หมายถึง ฉลากที่ติดในผลิตภัณฑ์ผ้าผืนหรือเสื้อผ้าเพื่อบอกถึงคุณสมบัติผ้าชนิดนั้น ๆ เป็นผ้าลดโลกร้อน สวมใส่แล้วเย็นสบายและทำความสะอาดได้ง่าย เพื่อลดการใช้พลังงานในเครื่องปรับอากาศ การซักทำความสะอาด และการใช้น้ำ ปัจจุบัน อบก.ให้การรับรองไปแล้ว 6 บริษัท จำนวน 15 โครงสร้างผ้า อาทิ บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)
    “ขณะนี้เอกชนให้ความสำคัญกับฉลากคาร์บอนมาก เช่น บริษัท ซีพีเอฟ ที่มีการตั้งทีมงานขึ้นมาคำนวณการปล่อยและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัท พร้อมทั้งจ้างหน่วยงานทวนสอบจากการคำนวณดังกล่าว เพื่อให้ความมั่นใจกับผู้นำเข้าที่ต้องการตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแสดงให้กับผู้บริโภคเห็น” นายศิริธัญญ์กล่าว
    มีข้อน่าสังเกตว่า ทิศทางการพัฒนาในขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัญหาภาวะโลกร้อนมากขึ้น การดำเนินการหลาย ๆ อย่างถูกนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องของโลกร้อน รวมถึงขั้นตอนการผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นจนจบควรจะต้องมีเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ-สหภาพยุโรปให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แม้ปัจจุบันจะไม่มีประเทศไหนบังคับให้สินค้าต้องติดฉลากคาร์บอน แต่หากผู้ประกอบการรายไหนสามารถดำเนินการได้ก็จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับสินค้าที่ไม่ได้ติดฉลาก หรือสร้างโอกาสการขายสินค้ามากขึ้น รวมถึงในอนาคตที่ประเทศผู้นำเข้าสินค้าอาจจะประกาศบังคับใช้ให้ ผู้ผลิต-ผู้นำเข้าติดฉลากคาร์บอน ดังนั้นการดำเนินการขณะนี้จึงเท่ากับเป็นการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าได้
    สำหรับขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนและรับรองฉลากคาร์บอนจะเริ่มต้นจากบริษัทผู้ขอการรับรองจะต้องคำนวณค่าคาร์บอนที่ปล่อยหรือลดได้จากกระบวน การผลิตของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จากนั้น จะเป็นกระบวนการทวนสอบข้อมูลค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ โดยให้บริษัทประสานงานกับผู้ทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. (Registered Carbon Footprint Verifier) เพื่อทวนสอบและรับรองข้อมูลปริมาณคาร์บอน และนำผลการคำนวณที่ได้จากผู้ทวนสอบไปแจ้งกับสำนักพัฒนาธุรกิจ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การ มหาชน) ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ นำเสนอต่อคณะทำงานฯ เพื่อขออนุมัติติดฉลากต่อไป
    ที่มา: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

    วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

    วอลมาร์ทจับมือซัพพลายเออร์ลดปฏิกิริยาเรือนกระจก

    ความร่วมมือกับซัพพลายเออร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่การพัฒนา
    การวัดมาตรฐาน และการประเมินค่าเพื่อการลดปริมาณคาร์บอน ห้างสรรพสินค้าวอลมาร์ทประกาศลดการปล่อยพลังงานก๊าซเรือนกระจก (GHG) 20 ล้านแมคตริกตันจากซัพพลายเชนทั่วโลกให้ได้ในปี 2558 ตัวเลขนี้เป็นค่ากึ่งหนึ่งของบริษัทฯ ที่คาดว่าจะก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตพรินท์ในอีก 5 ปีข้างหน้าและเทียบเท่ากับจำนวนก๊าซที่รถยนต์ปล่อยมาทั้งหมด 3.8 ล้านคันในหนึ่งปี


    Mike Duke ประธานและ CEO แห่งวอลมาร์ทกล่าวว่า “การใช้พลังงานและการลดปริมาณคาร์บอนเป็นเรื่องสำคัญของโลกในปัจจุบัน เรากำลังทำงานร่วมกันกับทุกๆ หน่วยงานทั้งการตรวจสอบฟุต พรินท์ในองค์กรเองและซัพพลายเชนทั่วโลก”

    สำหรับฟุตพรินท์ของซัพพลายเชนทั่วโลกที่ส่งสินค้าไปยังห้างวอลมาร์ทมีการปล่อยพลังงานมากกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับการปฏิบัติการของห้างวอลมาร์ทเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ของซัพพลายเชนลง

    “การลดปริมาณคาร์บอนในวงจรผลิตภัณฑ์ส่วนมากหมายถึงการลดใช้พลังงาน นั่นหมายถึงประสิทธิภาพที่มากขึ้น ในขณะนี้ค่าต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น ถ้าลดต้นทุนได้จะทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งและแข่งขันกับที่อื่นได้ เรายังช่วยซัพพลายเออร์ลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และคาร์บอนฟุตพรินท์ ทั้งหมดนี้ทำให้เราสามารถช่วยลูกค้าได้เช่นเดียวกัน” Mike Duke กล่าวเสริม
    ห้างวอลมาร์ทร่วมมือกับกองทุนป้องกันสิ่งแวดล้อมหรือ Environmental Defense Fund (EDF) เพื่อพัฒนาหามาตรฐานให้กับซัพพลายเชนทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่ปรึกษาเช่น PricewaterhouseCoopers, ClearCarbon Inc. โครงการ Carbon Disclosure Project และ Applied Sustainability Center ของมหาวิทยาลัยอาแคนซัส หน่วยงานพร้อมที่ปรึกษาจะร่วมกันพัฒนาโครงการ แนวทางการลดคาร์บอนฟุตพรินท์ สนับสนุนให้ซัพพลายเออร์และตรวจสอบซัพพลายเออร์ตามกระบวนการ และดำเนินการตามกฎระเบียบของการลดพลังงานก๊าซเรือนกระจก
    “ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ทั่วโลกต่างเริ่มแข่งขันกันในเรื่องลดปริมาณคาร์บอน ห้างวอลมาร์ทชูประเด็นนี้ขึ้นมาจะช่วยให้บริษัทหลายแห่งรู้ถึงขั้นตอนการลดต้นทุนและมลพิษ และจะทำให้ซัพพลายเชนต่างๆ หันมาสนใจลดการใช้ปริมาณคาร์บอนกันมากขึ้น” Fred Krupp ประธานกองทุนป้องกันสิ่งแวดล้อม กล่าวปิดท้าย

    สาระสำคัญของการลดการปล่อยพลังงานก๊าซเรือนกระจก
    การคัดเลือก วอลมาร์ทจะเน้นเรื่องการจัดกลุ่มสินค้าตามลำดับการใช้ปริมาณคาร์บอน การหาปริมาณคาร์บอนจะทำโดยหน่วยงาน ASC ซึ่งจะดูสินค้าของวอลมาร์ททั้งหมด ขั้นตอนนี้จะทำให้ทีมวิจัยเน้นเรื่องกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสลดปริมาณคาร์บอน การลดปริมาณคาร์บอนสามารถทำได้ทุกวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

    การปฏิบัติ ในขั้นตอนนี้จะต้องลด GHGs ในผลิตภัณฑ์ให้ได้ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการซอร์สซิ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง เมื่อลูกค้านำไปใช้ จนถึงวงจรสุดท้ายของผลิตภัณฑ์ ห้างวอลมาร์ทจะต้องแสดงเห็นอย่างจริงจังในการลดปริมาณคาร์บอนของสินค้าในเครือ
    การประเมินผล ซัพพลายเออร์และห้างวอลมาร์ทจะช่วยกันรับผิดชอบเรื่องการลดพลังงาน หน่วยงาน ClearCarbon จะปฏิบัติในเรื่องวิธีการการรักษาคุณภาพตามระเบียบวิธีวิจัย หลังจากนั้น PricewaterhouseCoopers จะประเมินว่าสินค้านั้นผ่านกระบวนการตรวจสอบตามที่ได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐานหรือไม่

    วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

    มาคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์กันเถอะ!


    โปรแกรมการคำนวณนี้จัดทำโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) มาดูกันซิว่าแต่ละวันท่านปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปริมาณเท่าไหร่ มาคำนวณกันเลย 



    ขนาดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่คำนวณโดยเว็บไซด์นี้ หมายถึง ปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเนื่องมาจากกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคไทยทั่วไป ได้แก่ กิจกรรมในบ้านเรือน กิจกรรมในสถานที่ทำงาน การเดินทางไปทำงานหรือสันทนาการ ตลอดจนกิจกรรมการบริโภคอาหาร แสดงผลเป็น กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า พร้อมทั้งการแสดงผลในรูปกราฟบ่งชี้กิจกรรม ที่ก่อให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุด และพื้นที่ป่าที่ต้องการในการดูดซับก๊าซเรือนกระจก เพื่อการชดเชยการปลดปล่อย ก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนทางเลือกในการช่วยลดปริมาณ การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

    Water Footprint3

    หลังจากที่ท่านได้เริ่มรู้จักคาร์บอน ฟุตปริ๊นท์ (Carbon footprint) กันไปบ้างแล้ว และบางองค์กรอาจจะชิมลางคำนวณวัดรอยเท้าคาร์บอนของตัวเอง ตลอดจนเตรียมความพร้อมในการออกฉลากคาร์บอนผลิตภัณฑ์ ของตัวเองกันแล้ว ทีนี้เราลองมาทำความรู้จักและเตรียมรับมือกับรอยเท้าใหม่อีกรอยเท้าหนึ่ง นั่นคือ“รอยเท้าน้ำ”หรือ” Water footprint “


     ข้อกำหนดของ Water footprint มีอะไรบ้าง ลองมาดูกันหน่อย ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขอบอกก่อนว่า ยังไม่รับประกันว่าจะมีการปรับปรุงไปต่างจากนี้มากน้อยแค่ไหน เพราะสถานะตอนนี้เป็นแค่ ISO /PWD (3) 14046 Water footprint -Requirements and guidelines เท่านั้น ดังนี้
    1. Scope
    2. Notmative reference
    3. Terms and definitions
    4. Methodological framework for water footprint
    4.1 General requirements
    4.2 Goal and scope definition
    4.3 Water inventory
    4.4 Water impact asessment and interpretation
    4.5 Interpretation of the result 
              5. Reporting
    5.1 General
    5.2 Water inventory
    5.3 Water inpact assessment 
    6. Critical review
    6.1 General principle for review
    6.2 Need for critical review
    6.3 Critical review panel
     
     นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาในแง่ของ terms and definition หลายๆ คำก็พบว่ายังไม่มีความชัดเจน เช่น Water stress ตามนิยามหมายถึง situation in where stress on the environment and human occurs related to the water impact, either because of demand on it or when poor water quality restricts its use ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนในแต่ละพื้นที่ แต่ละทวีป ว่าระดับ stress เป็นตัวเลขเพื่อนำมาใช้ในการประเมินนั้นเป็นอย่างไร จำเป็นหรือไม่ต้องมีการกำหนดเป็นค่ากลางขึ้นมา เช่นเดียวกับ คาร์บอนที่มีการกำหนดค่า Global waring potential เพื่อใช้ในการคำนวณ ทำให้ค่าที่ได้มีความน่าเชื่อถือและเป็นค่าสากลที่สามารถใช้ในการเทียบเคียงปัญหาน้ำทั้งโลกทุกทวีปได้ หรือ แม้แต่คำว่า Water quality ที่ครอบคลุม คุณภาพทางกายภาพ ชีวภาพ หรือเคมี หรือมีขอบเขตเท่าใด เป็นต้น


     ซึ่งทั้งนิยามและข้อกำหนดยังต้องมีการถกกันในที่ประชุมอีกหลายเวทีและหลายครั้งจนกว่าจะคลอดออกมาเป็น ISO ฉบับใช้งาน น่าจะราวสัก 3-5 ปี เมื่อมองย้อนกลับมาในประเทศไทย หน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำของประเทศ พบว่ามีหลายหน่วยงานด้วยกันที่จะต้องทำการบ้านเป็นการด่วนเพื่อรองรับมาตรฐานนี้ เช่น กรมชลประทาน การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น เนื่องจากในการคำนวณจำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะข้อมูลการใช้และบริโภคน้ำในแต่ละกิจกรรม ซึ่งแน่นอนว่าบ้านเราเป็นประเทศเกษตรกรรม หนีไม่พ้นที่ต้องใช้ฐานข้อมูลด้านน้ำในการคำนวณผลผลิตทางการเกษตรที่เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ส่งเข้าภาคอุตสาหกรรมอีกต่อหนึ่ง

    แล้วฉลาก water footprint เป็นอย่างไร

     Water footprint เป็นฉลากแสดงปริมาณการใช้น้ำตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบจนถึงการทำลายทิ้ง โดยใช้วิธีการประเมินแบบเดียวกับฉลากคาร์บอนฟุตปริ๊นท์ เราลองมาดูกันเล่นๆ ซิว่า อาหารที่กินในแต่ละวันต้องใช้น้ำในการผลิตกันไปเท่าไหร่บ้าง มีฝรั่งคำนวณไว้ให้แล้วในตารางที่ 1

     

     ต่อไปนี้จะทำอะไร จะกินอะไร อาจจะต้องมานั่งคำนวณว่าใช้ทรัพยากรน้ำกันไปมากน้อยแค่ไหน แม้แต่จะดื่มกาแฟแก้วหนึ่ง ยังต้องมาคิดเทียบกลับว่าดื่มน้ำดีกว่าหรือไม่ เพราะกาแฟแก้วหนึ่งต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิตถึง 150 ลิตร แล้วเราจะเลือกดื่มกาแฟหรือน้ำดีกว่ากัน..... ไม่รู้ว่าทำแล้วได้อะไร แต่ในมุมมองของผู้เขียนเอง คิดว่าอย่างน้อย ก่อนที่จะทำอะไรใช้ชีวิตในแต่ละวัน ต้องมีสติพิจารณากันสักนิด ว่าเราทำลายสิ่งแวดล้อมไปมากน้อยแค่ไหน อย่ามุ่งเข้าสู่ลัทธิบริโภคนิยมจนเกินงาม เพราะทุกสิ่งอย่างที่บริโภค อุปโภคอยู่นั้น หมายถึง ทรัพยากรที่หล่อเลี้ยงคนทั้งโลกถูกใช้ไปทุกๆ วันและอาจจะไร้ประโยชน์เสียด้วยในบางครั้ง เราเองอาจจะได้ประสบภาวะขาดแคลนน้ำในช่วงชีวิตของเราก็เป็นได้ ถ้าไม่เริ่มประหยัดและอนุรักษ์น้ำกันตั้งแต่วันนี้

    ที่มา : ดร.จิราวรรณ จำปานิล ผู้จัดการแผนกสิ่งแวดล้อม Jirawan.j@npc-se.co.th

    Water Footprint2

    ปัญหาน้ำ-ปัญหาโลก

        หากเราแบ่งโลกออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน  จะพบว่า 3 ใน 4 ส่วนของโลกคือน้ำ   แต่อย่าเพิ่งดีใจไปว่าเรามีน้ำมากมายมหาศาล เพราะแท้จริงแล้วเรามีน้ำจืดเพียงร้อยละ 2.5 เท่านั้น  ส่วนที่เหลือร้อยละ 97.5 เป็นน้ำเค็ม และที่สำคัญ 2 ใน 3 ของปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่ก็อยู่ในสภาพของน้ำแข็งบ้าง ส่วนที่ไม่ใช่น้ำแข็งส่วนใหญ่ก็อยู่ใต้ดินบ้าง  ดังนั้นน้ำบนดินที่ปรากฏให้เห็นในแม่น้ำ คู คลอง หนอง บึง  นั้นนับว่าเป็นน้ำส่วนที่น้อยอย่างยิ่งของน้ำในโลก-ดวงดาวสีน้ำเงินใบนี้


        องค์การสหประชาชาติ หรือ UN    เปิดเผยในการประชุมระดับโลกทางด้านน้ำจืด  หรือ World Water Forum  ที่กรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกีในปี ค.ศ. 2008  ว่าประชากรโลกจะเพิ่มจาก 6.5 พันล้านคนในปัจจุบันเป็น 9 พันล้านคนในปี ค.ศ. 2050     โดยเพิ่มขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาและหลายพื้นที่ เช่น แอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง มีปัญหาการขาดแคลนน้ำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  อัตราการเติบโตของประชากรดังกล่าวทำให้ความต้องการน้ำเพิ่มขึ้นตามไปด้วย    แต่ละปีประชากรโลกมีความต้องการน้ำจืดเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 64,000 ล้านลูกบาศก์เมตร  ในขณะที่ทรัพยากรน้ำของโลกร่อยหรอลงไปอย่างต่อเนื่อง  ความน่าจะเป็นในการเกิดปัญหาด้านการจัดสรรทรัพยากรน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงมีค่อนข้างสูง    คาดว่าเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกจะประสบปัญหาดังกล่าว  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณสาธารณรัฐประชาชนจีนและเอเชียใต้  ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้นอีกด้วย

        มีตัวเลขจาก UN    ยืนยันเช่นกันว่า แม้โลก จะมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 3 ใน 4 ส่วน   แต่ประชากร 1 ใน 5 ของโลกกลับขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการบริโภค  ส่งผลให้มีคนเสียชีวิตจากโรคภัยที่เกิดจากการขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับการบริโภคถึงปีละ 27 ล้านคน หรือ 1 คนในทุก 8 วินาที ช่างเป็นตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อย จากการศึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม  พบว่า ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา   ปัญหาเกี่ยวกับน้ำนั้นมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในหลายๆ ด้าน  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายของโลกลดลง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ำสายสำคัญของโลก 9 สาย  อันได้แก่ แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน  แม่น้ำดานูบ  แม่น้ำลาปาสตา  แม่น้ำคงคา แม่น้ำสินธุ แม่น้ำไนล์  แม่น้ำมอเรย์แอนด์ดาร์ลิง และแม่น้ำแยงซี   ซึ่งทั้งหมดกำลังเกิดวิกฤติจากปริมาณน้ำที่ลดลงถึงร้อยละ 50 และยังพบว่าทะเลสาบในจีนกว่า 500 แห่ง ได้หายไป   เนื่องจากการจัดการชลประทานเพื่อการเพาะปลูกขนาดใหญ่ที่รัฐบาลจีนดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหาเรื่องน้ำกลายเป็นวิกฤติโลก  มิใช่เพียงอัตราการเติบโตของประชากรโลกเท่านั้น   หากยังเกิดจากการสร้างความสะดวกสบาย  และหรูหราของมนุษย์เมื่อมีสถานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น   มีการอพยพเข้ามาสู่สังคมเมืองมากขึ้น รูปแบบของการบริโภคอาหารก็เปลี่ยนแปลงไป   โดยสัดส่วนการบริโภคเนื้อสัตว์เพิ่มขึ้นกว่าการบริโภคพืชผักผลไม้ดังที่เคยเป็นมา      เมื่อครั้งอดีตการผลิตสัตว์นั้นจำเป็นต้องใช้น้ำมากกว่าการผลิตพืช   กล่าวคือ การผลิตเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัมใช้น้ำ 3,000- 15,000 ลิตร   ในขณะที่การผลิต ข้าว 1 กิโลกรัมใช้น้ำเพียง 1,000 ลิตร   อีกทั้งมลพิษทางน้ำที่เกิดจากการพัฒนาอุตสาหกรรม และเกษตรกรรม  อันขาดการจัดการที่มีประสิทธิภาพส่งผลให้ความรุนแรงของวิกฤติน้ำเพิ่มสูงขึ้น

        นอกจากนี้ในระดับโลก   พบว่า ปัญหาเรื่องน้ำยังไม่มีองค์กรใดเป็นผู้รับผิดชอบปัญหาทั้งระบบอย่างแท้จริง  ไม่เหมือนกับปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่นๆ  ที่มีหน่วยงานมารองรับ มีกระบวนการทำงาน  และเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกันในการจัดการปัญหา     ตลอดจนประชากรโลกเองก็ยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าของน้ำและปัญหาการขาดแคลนน้ำอย่างแท้จริง แม้จะมีคำกล่าวว่า น้ำคือชีวิต”  ให้ได้ยินมานานแล้วก็ตามประเด็นหนึ่งที่น่าขบคิดคือ การผลิตพืชพลังงาน เพื่อทดแทนการใช้พลังงานไฮโดรคาร์บอนที่กำลังเป็นกระแสในปัจจุบัน      หลังจากที่การใช้พลังงานจากไฮโดรคาร์บอนเริ่มสร้างปัญหาให้กับโลกใบนี้  กอปรกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในภาวะผันผวนและถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  กระบวนการผลิตพืชพลังงานทดแทนดังกล่าวมีการใช้น้ำถึง 2,500 ลิตร   เพื่อผลิตให้ได้ biofules  1 ลิตร   การเป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารส่งออก    หรือการเป็นครัวของโลกนั้น ส่งผลให้การใช้น้ำในประเทศสูงจนน่าตกใจ (อีกแล้ว)      เพราะสินค้าเกษตรและอาหารที่ส่งออกนั้นมีการใช้น้ำในประเทศผู้ผลิต   และเมื่อประเทศผู้นำเข้าซื้อไปบริโภคก็เปรียบเหมือนเป็นผู้ใช้น้ำของประเทศผู้ผลิตในทางอ้อมด้วย เรียกว่า เป็นผู้ใช้น้ำเสมือนหรือ virtual water และเมื่อภาวะขาดแคลนน้ำเกิดขึ้น   การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารก็จะมีต้นทุนที่สูงขึ้น    ในทางกลับกันหากเราผลิตให้เพียงพอในระดับหนึ่ง (ตอบได้ยากว่าจะเป็นระดับไหน) เราก็จะมีน้ำเพียงพอสำหรับประชาชนคนไทยด้วยกัน และยังเหลือไว้สำหรับลูกหลานในอนาคตด้วยความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ   การเติบโตของประชากรโลก    การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต และความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้นในขณะที่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลง    ซึ่งจะนำไปสู่ความขัดแย้งเรื่องน้ำอย่างรุนแรงในอนาคต   จึงเป็นที่มาของคำว่า Water Footprint 
    นั่นเอง

    Water Footprint : รอยย่ำของน้ำ

       จะว่าไปแล้ว แนวคิดเรื่อง Water Footprint และ Carbon Footprint  นับว่าไม่แตกต่างกันมากนัก  โดย Water Footprint เป็นแนวคิดเกี่ยวกับปริมาณการใช้น้ำในการผลิตสินค้า และบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง   ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันขององค์การระหว่างประเทศที่ตระหนักถึงความสำคัญของวิกฤติน้ำที่เกิดขึ้น เช่น  UNESCO IFC WWF และ WBCSD เป็นต้น โดยได้ร่วมกันจัดตั้งเครือข่าย Water Footprint ทำการศึกษา footprint ในสินค้า และบริการต่างๆ   ที่แต่ละประเทศผลิต   และขยายไปในระดับโลก   ท่านผู้อ่านที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.waterfootprint.org

              Water footprint  เป็นเครื่องชี้วัดการใช้น้ำของผู้บริโภคหรือผู้ผลิตไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อม ดังนั้น Water footprint ของสินค้าหรือบริการ จึงเป็นปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยคำนวณปริมาณน้ำจากผลรวมของทุกขั้นตอนตลอดห่วงโซ่ของการผลิตสินค้าและบริการนั้น        ปริมาณน้ำที่ใช้สามารถวัดได้จากปริมาณน้ำที่ใช้ไปและ / หรือปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกมา  ทำให้ Water footprint เป็นเครื่องชี้วัดที่ชัดเจน  เพราะไม่ได้แสดงให้เห็นถึงปริมาณน้ำที่ใช้และปริมาณน้ำเสียที่ปล่อยออกมาเท่านั้นหากแต่แสดงให้เห็นถึงสถานที่และระยะเวลาที่เกิดการใช้น้ำ

              Water footprint ทั้งหมดสามารถแยกออกเป็น 3 ส่วน คือ (1) blue water footprint (2) green water footprint และ (3) gray water footprint  แต่ละส่วนมีที่มาแตกต่างกันออกไป ดังนี้

              Blue Water Footprint  รอยย่ำน้ำสีน้ำเงิน  (แปลตามสำนวนผู้เขียนเอง)     ปริมาณน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติทั้งแหล่งน้ำผิวดินเช่นน้ำในแม่น้ำทะเลสาบรวมทั้งน้ำในอ่างเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ และแหล่งน้ำใต้ดินอันได้แก่น้ำบาดาล ที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

              Green Water Footprint รอยย่ำน้ำสีเขียว หมายถึง ปริมาณน้ำที่อยู่ในรูปของความชื้นในดินที่ถูกใช้ไปในการผลิตสินค้าและบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตพืชผลทางการเกษตร การทำไม้ และทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์

              Gray Water Footprint รอยย่ำน้ำสีเทา  หมายถึง  ปริมาณน้ำเสียที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ  ซึ่งคำนวณจากปริมาณน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสียให้เป็นน้ำดีตามค่ามาตรฐาน      ดังนั้น Water Footprint     จึงมีทั้งปริมาณน้ำที่ใช้โดยตรงและโดยอ้อม  ปริมาณน้ำที่ใช้ดังกล่าวต่างก็ประกอบด้วยรอยย่ำของน้ำทั้ง 3 ประเภท  ทั้งนี้ รอยย่ำสีน้ำเงิน และสีเขียวเป็นปริมาณน้ำที่ใช้ หรือ water consumption ส่วน รอยย่ำสีเทาเป็น ปริมาณน้ำเสีย หรือ water pollution

        สำหรับหน่วยวัดของ water footprint  มีหน่วยเป็น ลูกบาศก์เมตร/ตัน โดย water footprint ในพืช คำนวณจาก  ปริมาณน้ำที่พืชใช้ (ลูกบาศก์เมตร/เฮกตาร์) / ปริมาณผลผลิตของพืชนั้น (ตัน/เฮกตาร์)   ส่วน water footprint ในสัตว์  คิดจาก ปริมาณน้ำทั้งหมด ในการผลิตและให้อาหารสัตว์ น้ำดื่มของสัตว์ และน้ำที่ใช้ในการกิจการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ เช่น น้ำที่ใช้เพื่อทำความสะอาดคอกสัตว์ น้ำที่ใช้ในการระบายความร้อน เป็นต้น สำหรับ water footprint  ในผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ เป็นผลรวมของ  water footprint  การผลิตผลิตภัณฑ์จากพืชและสัตว์ ตั้งแต่เริ่มกระบวนการจนกระทั่งสิ้นสุดได้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์นั้นๆ รอยย่ำของน้ำ-เท่าไหร่?

        จากข้อมูลรายงานการศึกษาของ  ศาสตราจารย์ Arjen Y. Hoekstra  แห่ง Twente Water Center, University of Twente  เนเธอร์แลนด์เกี่ยวกับ water footprint ในอาหาร โดยนำเสนอข้อมูลในระดับโลกและระดับประเทศเป็นรายสินค้า ภายใต้กรอบแนวคิดใหม่ที่นำผู้ใช้น้ำเสมือนเข้ามามีส่วนร่วมใน water footprint ด้วย จากเดิมตีกรอบแนวคิดเฉพาะ water footprint ของประเทศนั้นๆ เท่านั้น หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ในการผลิตสินค้าและบริการของประเทศนั้น  ไม่ว่าสินค้าหรือบริการนั้นจะผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศ หรือเพื่อการส่งออกก็ตาม   โดยประเทศผู้นำเข้าสินค้าและบริการนั้นไม่มีส่วนรับผิดชอบกับปริมาณ water footprint ดังกล่าวแต่อย่างใด
            
        แนวคิดใหม่ที่นำน้ำเสมือนมาคำนวณด้วย จะทำให้มองเห็นภาพรวมของ water footprint  ในระดับโลกอย่างแท้จริง  และสามารถนำข้อมูลที่ได้มาจัดการทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์ และประสิทธิภาพสูงสุด water footprint  ของแต่ละประเทศภายใต้แนวคิดใหม่นี้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ water footprint ภายใน หมายถึง ปริมาณน้ำที่ใช้ภายในประเทศเพื่อผลิตสินค้าและบริการสำหรับประชาชนในประเทศนั้นและ water footprint ภายนอกหมายถึงปริมาณน้ำที่ใช้ในประเทศอื่น เพื่อผลิตสินค้าและบริการให้ประเทศนั้นนำเข้ามาบริโภค ดังนั้น ปริมาณน้ำเสมือนที่ส่งออก(virtual water export) มีค่าเท่ากับผลรวมระหว่างปริมาณน้ำเสมือนที่นำเข้าเพื่อการส่งกลับสินค้าและบริการ (virtual water import for re-export)กับปริมาณน้ำที่ใช้เพื่อการส่งออกและผลรวมของปริมาณน้ำเสมือนที่นำเข้า (virtual water import) กับปริมาณน้ำที่ใช้ในประเทศนั้น(water use within country)  คือ  จำนวนของปริมาณน้ำเสมือน (virtual water budget) ของประเทศนั้น

        ผลการศึกษาในช่วงปี 1997-2001 พบว่า ค่าเฉลี่ย water footprint ของโลก เท่ากับ 1,243ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี   โดยประเทศที่มีwater footprint  สูงสุด 10 อันดับแรก (คิดเป็นสัดส่วนต่อจำนวนประชากร) ได้แก่ 


         (1) สหรัฐเอมริกา  2,485 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี 
         (2) อิตาลี 2,332  ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี  
         (3) ไทย  2,223 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี  
         (4) แคนาดา  2,049 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี 
         (5) ฝรั่งเศส  1,875 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี 
         (6) รัสเชีย 1,858 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี  
         (7) เยอรมนี 1,545  ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี 
         (8) เม็กซิโก 1,441 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี 
         (9) ออสเตรเลีย 1,393 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี
        (10) บราซิล 1,381 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี


          สำหรับค่า water footprint  ของประเทศไทยสูงถึงอันดับ 3 ของโลก  เป็นผลมาจากการใช้น้ำที่ขาดประสิทธิภาพ โดยมีการใช้น้ำต่อการผลิตสินค้า1 หน่วยสูงมากเมื่อเปรียบเทียบประเทศอื่นๆ   โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้น้ำในการเกษตรสูงถึง 2,131 ลูกบาศก์เมตร/คน/ปี  ซึ่งเกิดจากการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นสำคัญ ทำให้มีผู้ใช้น้ำเสมือนในประเทศไทยเป็นจำนวนมากจนอาจจะสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยได้





        นอกจากนี้ ยังได้คำนวณหาค่าเฉลี่ยในระดับโลกสำหรับปริมาณน้ำเสมือนที่ใช้ในการผลิตสินค้าต่อหน่วย มีหลายค่าที่น่าสนใจ เช่น เบียร์ 1 แก้ว (250 มิลลิลิตร) ใช้น้ำในกระบวนการผลิตทั้งหมด 75 ลิตร  นม 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) ใช้น้ำ 200 ลิตร   กาแฟ 1 แก้ว (140 มิลลิลิตร)ใช้น้ำ 140 ลิตร ไวน์  1 แก้ว (125 มิลลิลิตร) ใช้น้ำ 120 ลิตร  น้ำส้ม 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร) ใช้น้ำ 170 ลิตร ไข่ 1 ฟอง (40 กรัม)  ใช้น้ำ 135 ลิตร  เสื้อยืดคอกลมทำจากเส้นใยฝ้าย 1 ตัว ใช้น้ำ 2,000 ลิตร  กระดาษ ขนาด A4    ความหนา 80 แกรม  1 แผ่น ใช้น้ำ 10 ลิตร  หรือแม้แต่ ไมโครชิป (2 กรัม) 1 ตัว ใช้น้ำ 32 ลิตร จากที่กล่าวมาข้างต้น    สาเหตุหนึ่งของวิกฤติน้ำเกิดจากการผลิตพืชทดแทนพลังงาน  ซึ่งมีรายงานว่า การผลิตพืชพลังงานทดแทนในแต่ละชนิดจะใช้ปริมาณน้ำที่แตกต่างกัน โดยแยกเป็น blue water และ green water   กล่าวคือ กรณีการผลิตเอทานอล 1 ลิตร  จากอ้อย ใช้น้ำทั้งหมด 2,516 ลิตร เป็น blue water 1,364 ลิตร green water 1,152 ลิตร ถ้าผลิตเอทานอล 1 ลิตร จากมันสำปะหลัง ใช้น้ำทั้งหมด 2,926 ลิตร เป็น blue water 420 ลิตร  green water 2,506 ลิตร  หรือการผลิต biodiesel  1 ลิตร  จากถั่วเหลือง ใช้น้ำ 13,676 ลิตร  เป็น blue water 7,512 ลิตร และgreen water 6,155 ลิตร ซึ่งคงต้องหาแนวทางอื่นๆ มาประกอบกันเพื่อให้การใช้น้ำมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

        คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้  หากการศึกษาด้าน water footprint สมบูรณ์กว่าปัจจุบัน  และหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องดังกล่าว สามารถผลักดันให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของปัญหาทรัพยากรน้ำของโลกที่ใกล้เข้าสู่วิกฤติได้ เชื่อแน่ว่าเราจะได้เห็นการบังคับให้ติดฉลาก water footprint ในสินค้าและบริการอย่างแน่นอน เพราะมนุษย์ทุกคนคงอยากได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์ผู้รักษ์โลก        มากกว่ามนุษย์ที่เกิดมาเพื่อการทำลายล้างเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญที่มิอาจมองข้ามได้ คือ ความจริงที่ว่าขาดน้ำมันเรายังมีชีวิตอยู่ได้แต่ขาดน้ำ ชีวิตของมนุษย์ต้องจบสิ้นแน่นอน ตื่นกันเถอะพี่น้อง โลกเขาไปถึงไหนแล้ว!

    ที่มา : อังคณา สุวรรณกูฏ กองบรรณาธิการจดหมายข่าวผลิใบฯ กรมวิชาการเกษตร จตุจักร กรุงเทพฯ