วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

สินค้าติด "ฉลากคาร์บอนคาร์บอนฟุตพริ้น" นำทางกู้วิกฤตโลกร้อน

ในภาวะโลกร้อนอย่างนี้ จะเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคแต่ละชนิดจะดูแค่ราคา ปริมาณ และคุณภาพเท่านั้น คงไม่เพียงพอแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้เริ่มมีทางเลือกให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยดูที่ "ฉลากคาร์บอน" และ "เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินท์" บนบรรจุภัณฑ์              วันนี้ภาคอุตสาหกรรมเริ่มให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจก ผู้บริโภคก็เริ่มตระหนักถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ทางหนึ่งที่ทั่วโลกกำลังสนใจใช้เป็นเครื่องกระตุ้นให้ผู้คนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นคือการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (LCA) และสื่อสารให้ผู้บริโภคทราบว่าสินค้าแต่ละชนิดมีส่วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากน้อยแค่ไหนตั้งแต่เริ่มถูกสร้างขึ้นจนถูกทำลายเมื่อกลายเป็นขยะ   
       โรงงานดอยคำนำร่อง "อบแห้งสตรอเบอร์รี่" คาร์บอนต่ำ
       
       ไทยนับเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ริเริ่มโครงการฉลากคาร์บอนรีดักชัน (Carbon Reduction Label) ซึ่งเป็นฉลากที่แสดงให้ผู้บริโภคเห็นว่าในขั้นตอนการผลิตสินค้าชนิดนั้นๆ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ 10% โดยเทียบกับปีฐาน คือ 2545 ซึ่งสตรอเบอร์รี่อบแห้ง ตรา ดอยคำ คือผลิตภัณฑ์แรกของไทยที่ได้รับฉลากคาร์บอนเมื่อช่วงต้นปี 51       

       นายเกษม ทิพย์แก้ว ผู้จัดการโรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปที่ 1 บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด จ.เชียงใหม่ เปิดเผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า สตรอเบอร์รี่อบแห้งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของโรงงาน ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าร่วมโครงการฉลากคาร์บอนเมื่อปี 50 ก็มีการปรับปรุงเครื่องจักรและกระบวนการผลิต       

       จากเดิมที่ใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อน ก็เปลี่ยนมาใช้ก๊าซแอลพีจี ไฟฟ้า รวมทั้งก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียที่เกิดขึ้นในโรงงาน ซึ่งแม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20% แต่ก็คุ้มค่าที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ และสินค้าก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 250 ตันต่อปี เป็น 300-350 ตันต่อปี ซึ่งผลิตภัณฑ์ 80% จำหน่ายในประเทศ และ 20% ส่งออกไปยังยุโรป ออสเตรเลีย จีน และญี่ปุ่น
   
       ในอนาคตโรงงานดอยคำมีแผนจะขอการรับรองฉลากคาร์บอนให้แก่ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเชอร์รี่อบแห้งที่มีกระบวนการผลิตคล้ายกันกับสตรอเบอร์รีอบแห้ง ก่อนที่จะขยายผลสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป รวมทั้งเป็นโรงงานต้นแบบในการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้สถาบันการศึกษา หน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ เข้ามาศึกษาและนำไปปฏิบัติตาม
   
       ทั้งนี้ ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์ของไทยจำนวน 56 ผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับการอนุมัติขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนแล้ว เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย กระเบื้อง ปูนซีเมนต์ เซรามิค พรม และถุงยางอนามัย เป็นต้น และยังมีอีกหลายผลิตภัณฑ์ที่กำลังจะตามมา รวมทั้งฉลากคาร์บอนอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
   
       ตามดู "รอยเท้าคาร์บอน" ก่อนคิดจะปล่อย CO2 เพิ่มให้โลก
   
       "ฉลากลดคาร์บอนรีดักชัน เป็นฉลากคาร์บอนประเภทหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลงโดยใช้กระบวนการผลิตเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคตระหนักถึงการลดปัญหาสิ่งแวดล้อม และเป็นการเริ่มต้นไปสู่สากลคือ ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ที่บอกให้ทราบว่าตลอดชีวิตของผลิตภัณฑ์ตั้งแก่เริ่มต้นผลิตจนถึงการกำจัดเมื่อเป็นขยะจะปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไหร่" รศ.ดร.ธำรงรัตน์ มุ่งเจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศน์เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ให้ข้อมูล
   
       รศ.ดร.ธำรงรัตน์ เผยอีกว่าการศึกษาคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตที่จะมีมาตรฐานสากลในการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์เกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า คือมาตรฐาน ISO 14067 และในปี 2554 ประเทศฝรั่งเศสจะเริ่มมีระเบียบบังคับให้ผลิตภัณฑ์นำเข้าทุกชนิดต้องแสดงฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ขณะที่ญี่ปุ่น อังกฤษ และอีกหลายประเทศในยุโรปก็ตื่นตัวเรื่องนี้กันมาก โดยนำฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์มาใช้กับผลิตภัณฑ์แล้วหลายชนิด
   
       "ไทยจะเป็นประเทศที่ 3 ในเอเชีย รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่เริ่มใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ ซึ่งเราใช้โอกาสนี้ที่จะเป็นผู้นำอาเซียนและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศเพื่อนบ้านในด้านการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวัฏจักรชีวิต (LCA) และการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์" รศ.ดร.ธำรงรัตน์ กล่าวกับสื่อมวลชนและทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ ในระหว่างนำคณะนักวิจัยจาก 8 ประเทศในอาเซียน เข้าศึกษาดูงาน ณ โรงงานดอยคำ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 51
   
       รศ.ดร.ธำรงรัตน์ กล่าวต่อว่าการส่งเสริมการใช้ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์บนผลิตภัณฑ์ของไทย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการค้าระหว่างประเทศและการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตเปิดเผยข้อมูลและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น และเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่า ทำให้ผู้ผลิตต้องแข่งขันกันผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นต่อๆ ไป
   
       16 บริษัทส่งออก ประเดิมใช้เครื่องหมาย "คาร์บอนฟุตพริ้นท์"
   
       นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ว่า อบก. ร่วมกับเอ็มเทค สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยเริ่มจากศึกษาวิธีการประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์และการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของต่างประเทศ และพัฒนาเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับประเทศไทย
   
       จากนั้นคัดเลือกบริษัทนำร่องเข้าร่วมโครงการเพื่อฝึกอบรมการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การใช้งาน และการกำจัดเมื่อกลายเป็นของเสีย โดยคำนวนออกมาเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เบื้องต้นได้ 16 บริษัท ที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นกลุ่มแรกในไทย ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ไปเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 52 ณ โรงแรมสยามซิตี โดยมีระยะเวลา 2 ปี และจะมีการตรวจประเมินทุกๆ 6 เดือน
   
       อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ อบก. จะส่งเสริมให้มีบุคลากรหรือองค์กรทางด้านที่ปรึกษาสำหรับการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นเพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการขอใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ส่วน อบก. จะทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบและอนุมัติการใช้เครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์เท่านั้น โดยคาดว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย. 53 เป็นต้นไป ซึ่งขณะนี้เอ็มเทคได้จัดทำฐานข้อมูลวัฏจักรชีวิตของวัสดุพื้นฐานและพลังงานของประเทศ (National LCI Database) เสร็จแล้วจำนวน 307 ข้อมูล เพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและสามารถนำไปใช้ในการคำนวนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้
   
       สำหรับผลิตภัณฑ์ไทยที่ได้รับเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพริ้นท์จาก 16 บริษัทแรก มีดังนี้
   
       1. อาหารบริการลูกค้าสายการบิน (แกงเขียวหวาน และ มัสมั่นไก่) บริษัท การบินไทยมหาชน จำกัด
       2. บรรจุภัณฑ์ปลอดเชื้อสำหรับอาหารเหลวและเครื่องดื่ม บริษัท เอส ไอ จี คอมบิบล็อก จำกัด
       3. อาหารไก่เนื้อ บริษัท เบทาโก จำกัด (มหาชน)
       4. กระเบื้องเซรามิค บริษัท เซรามิคอุตสาหกรรมไทย จำกัด
       5. ไก่ย่างเทอริยากิ บริษัท ซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด
       6. เนื้อไก่สด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
       7. มาม่าเส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูปน้ำใส บริษัท เพรสซิเดนท์ไรทซ์โปรดัก จำกัด
       8. น้ำสับปะรดเข้มข้น บริษัท ทิปโก้ฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน
       9. ข้าวหอมมะลิ 100 % ใหม่ต้นฤดู บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด
       10. แกงเขียวหวานทูนาบรรจุกระป๋อง บริษัท ไทยรวมสินพัฒนาอุตสาหกรรม จำกัด
       11. เส้นด้ายยืดไนล่อน บริษัท เอเชียไฟเบอร์ จำกัด (มหาชน)
       12. เครื่องดื่มโคคา-โคลาชนิดบรรจุกระป๋องบรรจุ 325 cc บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด
       13. พรมปูพื้น (Axminster Carpet) บริษัท คาร์เปทอินเตอร์แนชั่นแนลไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน)
       14. ยางรถยนต์ บริษัท ยางโอตานิ จำกัด
       15. กระป๋องเครื่องดื่มที่ผลิตจาก Line TULC บริษัท บางกอกแคน แมนนูแฟคเจอริ่ง จำกัด
       16. Cup 16 02 PP บริษัท อีสเทร์นโพลี แพค จำกัด



ที่มา: http://siweb.dss.go.th/news/show_abstract.asp?article_ID=2528

สวทช. นำร่ององค์กรลดคาร์บอน รับประกาศนียบัตรโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร


ในภาวะโลกร้อนที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุสำคัญคงหนีไม่พ้นจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการใช้พลังงาน การพัฒนาและขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง รวมทั้งการตัดไม้ทำลายป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งสิ้น เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงเกิดแนวคิดการสร้างสังคม “คาร์บอนต่ำ” (Low-Carbon Society) ที่มีหลักการในการเน้นกระบวนการหรือกิจกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ได้ร่วมกับ สวทช. และ 10 องค์กรนำร่องจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา จัดทำ “โครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร หรือ Carbon Footprint for Organization (CFO)” โดยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. ได้รับประกาศนียบัตรในฐานะองค์กรนำร่องที่ดำเนินโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร จาก ดร.ศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และ รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เอ็มเทค 
    (เอ็มเทคร่วมเป็นเจ้าภาพโครงการฯ)
    สวทช. นำร่ององค์กรลดคาร์บอน รับประกาศนียบัตรโครงการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร

    คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร คืออะไร?
    การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร หรือ CFO เป็นวิธีการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมทั้งหมดขององค์กร และคำนวณออกมาในรูปคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าในเชิงปริมาณเป็นกิโลกรัมหรือตัน สำหรับประเทศไทยการจัดทำ CFO ยังมีน้อยมาก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับ สวทช. และอีก 10 องค์กรนำร่องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ได้ดำเนิน “โครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร” (ลงนามเมื่อ 18 พ.ย. 53) เพื่อกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือหรือแนวทาง (Guideline) ประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรในประเทศไทยต่อไป
    co2

    การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรไม่ได้จำกัดขนาดหรือลักษณะของกิจกรรม อาจเป็นองค์กรของรัฐ สถาบันการศึกษา หรือภาคธุรกิจก็ได้ ซึ่งการดำเนินการจัดทำ CFO ไม่เพียงจะได้ผลตอบแทนในเรื่องต้นทุนที่จะลดการใช้พลังงานจากระบบการทำงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรในการเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรอีกด้วย

    ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรได้มาอย่างไร?
    การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นการคำนวณหาปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยพิจารณาจาก 3 ส่วนหลัก แบ่งเป็น Scope ดังนี้
    Scope I: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่างๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น การใช้ LPG และเชื้อเพลิงอื่นๆ ในห้อง Lab การใช้สารเคมีต่างๆ อาทิ สารทำความเย็น สารในห้องปฏิบัติการ สารเคมีในระบบบำบัดน้ำเสีย หรือการขนส่งโดยพาหนะขององค์กร เป็นต้น
    Scope II: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) ได้แก่ การใช้กระแสไฟฟ้าที่ไม่ได้ผลิตเอง 
    Scope III: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่นๆ (Other Indirect Emissions) เช่น การเดินทางของพนักงานด้วยพาหนะที่ไม่ใช่ขององค์กร การใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ หรือการใช้น้ำ เป็นต้น

    คาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กรทำแล้วได้อะไร?
    การประเมิน CFO สามารถจำแนกสาเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางบริหารจัดการลดการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ลงได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับองค์กร รวมทั้งแสดงถึงภาพลักษณ์องค์กรที่มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศด้วย ทั้งนี้ การจัดทำ CFO มีแนวโน้มจะเป็นมาตรฐานที่องค์กรต่างๆ ให้การยอมรับมากขึ้นเพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
    ทั้งนี้ สวทช. ได้ดำเนินกิจกรรม Green NSTDA เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านการประหยัดพลังงานและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554 พบว่า สวทช. ลดการใช้พลังงานไปได้เฉลี่ย 8.3% จัดทำโครงการกระดาษหน้าที่ 3 เพื่อน้อง ทำให้ลดทรัพยากรในการผลิตกระดาษเทียบเท่าต้นไม้ 21 ต้น ไฟฟ้าเกือบ 5,000 kWh น้ำ 38,319 ลิตร คลอรีน 8.5 กก. ซึ่งเท่ากับการลดคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) 4,412 กก. 

    ที่มา: http://www.nstda.or.th/news/6394-nstda-awarded-with-certificate-for-cfo-project-as-pilot-organization-to-reduce-co2-emissions


    วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    Carbon footprint มาตรการสิ่งแวดล้อมใหม่ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ของภาคการส่งออกไทย


    ปัจจุบันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Green House Gas; GHG) เป็นแนวทางหลักที่นานาชาติเห็นพ้องร่วมกันในการบรรเทาปัญหาสภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในประเทศพัฒนาแล้วที่มีพันธกรณีในการลดการปล่อย GHG ภายใต้พิธีสารเกียวโตได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อลดการปล่อย GHG จากภาคการผลิตและการบริโภคภายในประเทศ หนึ่งในนั้นคือการแสดงค่า  Carbon footprint (CF) หรือปริมาณรวมของ GHG ที่แสดงในรูปก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าซึ่งปล่อยออกมาตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์หรือบริการ เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าและบริการคาร์บอนต่ำอันนำไปสู่การลดการปล่อย GHG ของประเทศนั้น ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยในฐานะผู้รับจ้างผลิตและผู้ส่งออกสินค้าจึงได้รับผลกระทบจากมาตรการ CF อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

    งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาสถานภาพการดำเนินงาน CF และการออกฉลาก Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์และบริการของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก โดยประมวลข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ผลกระทบของ CF และฉลาก Carbon Footprint ต่อสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรส่งออกสำคัญ 20 รายการที่ส่งไปยังประเทศพัฒนาแล้วที่มีความตื่นตัวเรื่อง CF รวมทั้งโอกาสและศักยภาพในการสร้างความสามารถในการแข่งขันในด้านสินค้าคาร์บอนต่ำของสินค้าส่งออกของไทยในตลาดดังกล่าว ซึ่งผลการศึกษาพบว่าในปี 2553-2554 มีสินค้าส่งออกสำคัญถึง 13 รายการที่จะได้รับผลกระทบจาก Carbon footprint คิดเป็นมูลค่าการส่งออกรวมในปี 2552 มากกว่า 6.3 แสนล้านบาทต่อปี และมีความเป็นไปได้ที่ CF จะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีรูปแบบใหม่ที่ประเทศคู่ค้าหลักของไทยรายอื่นๆ นำมาใช้ในการพิจารณาสั่งซื้อสินค้าต่อไป

    ที่มา: http://www.biotec.or.th/th/index.php/knowledge/documents/431-carbon-footprint-

    วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    สังคมคาร์บอนพอเพียง


    ขอสรุปบทสัมภาษณ์ รศ. ดร. สิรินทรเทพ เต้าประยูร รองผู้อำนวยการบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม (Joint Graduate School of Energy and Environment – JGSEE) ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์วารสาร Horizon ลงในฉบับที่ ๒๔ (April-June ๒๐๑๐) เกี่ยวกับ สังคมคาร์บอนพอเพียง หรือ Sufficiency Carbon Society น่าสนใจเป็นอย่างมากทีเดียว
    อาจารย์เริ่มจากการให้ความหมายของ Low Carbon Society ก่อน เพราะยังคงมีความเข้าใจกันคลาดเคลื่อนอยู่ระหว่างคำ ๓ คำ คือ Low Carbon Economy, Low Carbon Society และ Low Carbon City
    Low Carbon Economy จะเน้นไปทางเทคโนโลยีกับเศรษฐศาสตร์ เน้นไปที่การนำเทคโนโลยีสะอาดมาช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่ถ้า Low Carbon City จะใช้พื้นที่เป็นหลัก เน้นไปที่เมือง เมืองใดเมืองหนึ่งที่จะเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ มีการวิธีการจัดการอย่างไร … ลดได้เท่าไร ศึกษาเชิงพื้นที่เป็นหลัก ส่วน Low Carbon Society จะพูดถึงหลัก ๓ ข้อใหญ่ๆ คือ Carbon Minimization จะต้องเป็นสังคมที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ แล้วการลดเป็นการลดแบบไหน อันดับที่สอง คือ Simpler and Richer หมายถึง มีการลดในชีวิตประจำวันด้วยวิธีง่าย ๆ มีความเต็มใจในการลดและยังสามารถสร้างรายได้ ส่วนอันดับที่สาม คือ Co-Existing with Nature เป็นเรื่องของการปรับตัวเองให้เข้าสู่ภาวะโลกร้อนทีเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ความหมายของ Low Carbon Society จึงมีความกว้างกว่าตัวเทคโนโลยีอย่างเดียว เป็นเรื่องของการบรรเทา (Mitigation) และการปรับตัว (Adaptation) ของคนในสังคมด้วย แต่ด้วยคำว่า Low Carbon Society ถูกผลักดันมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว มาก่อนจึงให้ความสำคัญที่เทคโนโลยีเป็นหลัก
    สำหรับ Low Carbon Society ในบริบทของสังคมไทย จะเห็นว่า Simpler and Richer จะเน้นเรื่องความสบายใจในการที่จะดำรงชีวิตอยู่ ก็เข้ากันได้ดีกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขณะที่ Co-Existing with Nature ในบริบทไทย ชุมชนที่นำเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปพัฒนา ก็จะรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่เข้ากับธรรมชาติได้ดี และรักษาธรรมชาติได้ดีด้วย เหมือนชุมชนบ้านเปร็ดใน อำเภอเมือง จังหวัดตราด เพราะชุมชนเอาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไป มีวิธีคิดที่จะรักษาธรรมชาติ ไม่ได้มองที่ตัวเองเป็นหลัก แต่จะสร้างระบบเป็นหลักทำอย่างไรให้อยู่กับธรรมชาติได้ แล้วการที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติได้ ก็ทำให้สามารถลดโลกร้อนได้โดยไม่รู้ตัว ถ้าคนไทยทั้งประเทศทำแบบชุมชนบ้านเปร็ดใน ภาพรวมการปล่อนในประเทศก็ลดลง ต้องช่วยกันทำด้วยความเต็มใจ มันไปด้วยกันระหว่าง Low Carbon Society กับเศรษฐกิจพอเพียง
    การจะเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ต้องมีความเข้าใจเป็นหลักก่อน ว่าทำไมต้องทำสังคมคาร์บอนต่ำ ต้องมีความเข้าใจในเรื่งอของการทำอย่างไรจึงจะลดก๊าซเรือนกระจกได้ ในการลดก๊าซเรือนกระจกต้องมีทั้งเทคโนโลยี และ เรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ๒ สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน
    ในตะวันตก มีการสร้างระบบชัดเจนในการเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยมีการวางเป้าหมายร่วมกัน ใช้ในเชิงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เอาคนที่เกี่ยวข้องมาประชุมร่วมกันมองหาโอกาสในการลดก๊าซเรือนกระจก ก็สามารถวางแผนในการลดก๊าซร่วมกัน สร้างแผนร่วมกัน แต่ถ้าจะเอามาใช้ในไทย ต้องให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนมากๆ เข้ามาร่วมดำเนินการ ร่วมกันช่วยกันคิด ตอนนี้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำลังพยายามเริ่มมองเมืองต้นแบบ Low Carbon Society และจะพัฒนาคู่มือ
    ที่มา: Sufficiency Carbon Society มาสร้าง ‘สังคมคาร์บอนพอเพียง’ ด้วยกัน. ๒๔ (April-June ๒๐๑๐): ๓๖-๔๑

    วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2554

    ดันภาคอุตฯผลิตสินค้าเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

    สมอ.และสถาบันสิ่งทอดันภาคอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อม ติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้น ตั้งเป้าไทยเป็นศูนย์กลางผลิตสินค้าสีเขียวของอาเซียนในปี 2560
    นายชัยยง กฤตผลชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เปิดเผยว่า สมอ.และสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอได้จัดทำแผนเพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมไทยในการแข่งขันภายใต้กฎระเบียบของสหภาพยุโรประยะที่ 2 ตั้งแต่ปี 2555-2557 โดยยื่นของบประมาณจำนวน 300 ล้านบาทเพื่อนำจะพัฒนาผู้ประกอบการให้ผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ เช่น สิ่งทอ ยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวด ล้อมของอาเซียนภายในปี 2560
    ทั้งนี้ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าในสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ล้วนให้ความสำคัญต่อสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรต่อสังคม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องพัฒนาการผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า โดยนำมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้กับการผลิตสินค้า และเรื่องนี้ก็ถือเป็นการกีดกันทางการค้ารูปแบบหนึ่งที่ผู้ซื้อสร้างขึ้นมา เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรอง ไทยจึงต้องเตรียมความพร้อมให้มากที่สุด
    “จากแผนในระยะแรกที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2550-2552 งบประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการปรับตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน เพราะประเทศในอาเซียนส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ส่งออกสินค้า ถ้าไทยไม่ปรับตัวจะเสียโอกาสทางการตลาด จึงได้มีการผลักดันแผนระยะที่ 2 ขึ้น เพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้มากที่สุด” นายชัยยง กล่าว
    นายวิรัตน์ ตันเดชานุรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ กล่าวว่า ในกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอมีการแข่งขันสูงและมีความต้องการสินค้าสิ่งและ เครื่องนุ่งห่มที่รักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างมาก ผู้ประกอบการไทยจึงเริ่มปรับตัว ซึ่งในขณะนี้ไทยถือว่าเป็นผู้นำและเตรียมความพร้อมมาอย่างดี โดยขณะนี้มีผู้ประกอบการสิ่งทอได้รับใบรับรองฉลากแสดงปริมาณการปลดปล่อยก๊าซ เรือนกระจกตลอดวัฏจักรของผลิตภัณฑ์ (คาร์บอนฟุตพริ้นท์) แล้วจำนวน 16 โรงงาน
    ทั้งนี้ การได้รับใบรับรองจะทำให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มราคาสินค้าได้เพิ่มขึ้นอีก 5-15% และลูกค้าก็ยอมรับในคุณภาพสินค้า โดยตลาดหลักๆ ที่เน้นการนำมาตรฐานสิ่งแวดล้อมมาใช้มากที่สุด คือ สหภาพยุโรป ที่เป็นตลาดส่งออกสิ่งทออันดับ 2 ของไทย มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ก็เริ่มนำมาตรฐานนี้มาใช้บ้างแล้ว จากเดิมที่สนใจแต่ด้านราคา รวมถึงญี่ปุ่น ก็เริ่มตื่นตัวแล้วเช่นเดียวกัน
    “การติดฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นในสินค้าไม่ได้ทำให้ต้นทุนผู้ประกอบการเพิ่ม ขึ้นมาก แต่เกิดจากความตั้งใจของผู้ประกอบการมากกว่า เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องการลดใช้พลังงาน ลดใช้น้ำ ในกระบวนการผลิต ซึ่งทางสถาบันต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการ หันมาสนใจและขยายความตระหลักออกไปในวงกว้างที่สุดจนถึงผู้ผลิตระดับเอสเอ็ม อี” นายวิรัตน์ กล่าว
    นายเดช พัฒนเศรษฐพงษ์ กรรมการผู้จัดการบริษัททองไทยการทอ กล่าวว่า การนำมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ในกระบวนการผลิตนอกจากจะช่วยให้สินค้าได้ รับการยอมรับจากลูกค้าแล้ว ยังเป็นวิธีในการลดต้นทุนการผลิตทางหนึ่งด้วย เพราะการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็เท่ากับการลดการใช้พลังงาน ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการทุกรายสามารถทำได้ไม่ยาก อยู่ที่ความตั้งใจทำมากที่สุด

    ซีพี-มาม่า-องุ่น”แห่ติดฉลากคาร์บอน ขี่กระแสลดโลกร้อนหวังบุกตลาดตปท.

    กระแสโลกร้อนมาแรง เอกชนแห่ขอติดฉลากคาร์บอนทั้งรายเล็กรายใหญ่เกือบ 100 บริษัทกว่า 300 ผลิตภัณฑ์ นำทีมโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ขอติดฉลากมากที่สุด ตามมาด้วยมาม่า สหพัฒน์, โค้กกระป๋อง, เบทาโกร, ซีเล็คทูน่า, เขียวหวานการบินไทย, น้ำมันพืชองุ่น ไปจนกระทั่งถึงเสื้อแอร์โร่ว์ ชี้ผู้บริโภคในสหภาพยุโรปต้องการสินค้าลดโลกร้อน ใครไม่ทำมีสิทธิตกขบวน แข่งขันไม่ได้

    นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่ อบก.ได้ส่งเสริมให้ภาคเอกชน ติดฉลากคาร์บอนในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการจำหน่ายสินค้า ปรากฏขณะนี้มีเอกชนจำนวนมากมาขอการรับรองติดฉลากคาร์บอนไปแล้วมากกว่า 100 บริษัท 300 ผลิตภัณฑ์
    ทั้งนี้ อบก.ได้ให้การรับรองฉลากคาร์บอน 3 รายการ ได้แก่ 1) คาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint) หมายถึง ฉลากที่ระบุปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วย ตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ-การขนส่ง-การประกอบชิ้นส่วน-การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ปัจจุบัน ได้รับการรับรองไปแล้ว 52 บริษัทจำนวน 196 ผลิตภัณฑ์ อาทิ บริษัทซีพีเอฟ ผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ขอติดฉลากในผลิตภัณฑ์ไก่ย่างเทอริยากิ-เนื้อไก่สด-ไก่ห่อสาหร่าย-อาหารไก่, บริษัท เพรซิเดนท์ไรซ์ โปรดักส์ จำกัด (มหาชน), บริษัท เบทราโกร จำกัด (มหาชน) อาหารไก่เนื้อเบอร์ 203 และบริษัทน้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน)
    2) ฉลากลดคาร์บอน (Carbon reduction label) หมายถึง ฉลากที่แสดงระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ โดยการประเมินวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment : LCA) หรือสินค้าตั้งแต่การจัดเตรียมวัตถุดิบ-การผลิต-การใช้และการจัดการหลังการใช้ได้รับรองแล้ว 29 บริษัท จำนวน 130 ผลิตภัณฑ์ อาทิ บริษัท วีนิไทย จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์ ผงพลาสติกพีวีซี, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก, บริษัท น้ำตาลวังขนาย จำกัด ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทรายขาวตราวังขนาย และบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ผลิตภัณฑ์สตรอว์เบอร์รี่อบแห้ง
    3) คูลโมด (Cool Mode) หมายถึง ฉลากที่ติดในผลิตภัณฑ์ผ้าผืนหรือเสื้อผ้าเพื่อบอกถึงคุณสมบัติผ้าชนิดนั้น ๆ เป็นผ้าลดโลกร้อน สวมใส่แล้วเย็นสบายและทำความสะอาดได้ง่าย เพื่อลดการใช้พลังงานในเครื่องปรับอากาศ การซักทำความสะอาด และการใช้น้ำ ปัจจุบัน อบก.ให้การรับรองไปแล้ว 6 บริษัท จำนวน 15 โครงสร้างผ้า อาทิ บริษัท ประชาอาภรณ์ จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน)
    “ขณะนี้เอกชนให้ความสำคัญกับฉลากคาร์บอนมาก เช่น บริษัท ซีพีเอฟ ที่มีการตั้งทีมงานขึ้นมาคำนวณการปล่อยและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัท พร้อมทั้งจ้างหน่วยงานทวนสอบจากการคำนวณดังกล่าว เพื่อให้ความมั่นใจกับผู้นำเข้าที่ต้องการตัวเลขการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปแสดงให้กับผู้บริโภคเห็น” นายศิริธัญญ์กล่าว
    มีข้อน่าสังเกตว่า ทิศทางการพัฒนาในขณะนี้ทั่วโลกให้ความสำคัญกับปัญหาภาวะโลกร้อนมากขึ้น การดำเนินการหลาย ๆ อย่างถูกนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องของโลกร้อน รวมถึงขั้นตอนการผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นจนจบควรจะต้องมีเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐ-สหภาพยุโรปให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แม้ปัจจุบันจะไม่มีประเทศไหนบังคับให้สินค้าต้องติดฉลากคาร์บอน แต่หากผู้ประกอบการรายไหนสามารถดำเนินการได้ก็จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับสินค้าที่ไม่ได้ติดฉลาก หรือสร้างโอกาสการขายสินค้ามากขึ้น รวมถึงในอนาคตที่ประเทศผู้นำเข้าสินค้าอาจจะประกาศบังคับใช้ให้ ผู้ผลิต-ผู้นำเข้าติดฉลากคาร์บอน ดังนั้นการดำเนินการขณะนี้จึงเท่ากับเป็นการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าได้
    สำหรับขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนและรับรองฉลากคาร์บอนจะเริ่มต้นจากบริษัทผู้ขอการรับรองจะต้องคำนวณค่าคาร์บอนที่ปล่อยหรือลดได้จากกระบวน การผลิตของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ จากนั้น จะเป็นกระบวนการทวนสอบข้อมูลค่าคาร์บอนฟุตพรินต์ โดยให้บริษัทประสานงานกับผู้ทวนสอบที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. (Registered Carbon Footprint Verifier) เพื่อทวนสอบและรับรองข้อมูลปริมาณคาร์บอน และนำผลการคำนวณที่ได้จากผู้ทวนสอบไปแจ้งกับสำนักพัฒนาธุรกิจ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การ มหาชน) ที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ นำเสนอต่อคณะทำงานฯ เพื่อขออนุมัติติดฉลากต่อไป
    ที่มา: ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

    วันพฤหัสบดีที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

    วอลมาร์ทจับมือซัพพลายเออร์ลดปฏิกิริยาเรือนกระจก

    ความร่วมมือกับซัพพลายเออร์และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจะนำไปสู่การพัฒนา
    การวัดมาตรฐาน และการประเมินค่าเพื่อการลดปริมาณคาร์บอน ห้างสรรพสินค้าวอลมาร์ทประกาศลดการปล่อยพลังงานก๊าซเรือนกระจก (GHG) 20 ล้านแมคตริกตันจากซัพพลายเชนทั่วโลกให้ได้ในปี 2558 ตัวเลขนี้เป็นค่ากึ่งหนึ่งของบริษัทฯ ที่คาดว่าจะก่อให้เกิดคาร์บอนฟุตพรินท์ในอีก 5 ปีข้างหน้าและเทียบเท่ากับจำนวนก๊าซที่รถยนต์ปล่อยมาทั้งหมด 3.8 ล้านคันในหนึ่งปี


    Mike Duke ประธานและ CEO แห่งวอลมาร์ทกล่าวว่า “การใช้พลังงานและการลดปริมาณคาร์บอนเป็นเรื่องสำคัญของโลกในปัจจุบัน เรากำลังทำงานร่วมกันกับทุกๆ หน่วยงานทั้งการตรวจสอบฟุต พรินท์ในองค์กรเองและซัพพลายเชนทั่วโลก”

    สำหรับฟุตพรินท์ของซัพพลายเชนทั่วโลกที่ส่งสินค้าไปยังห้างวอลมาร์ทมีการปล่อยพลังงานมากกว่าหลายเท่าเมื่อเทียบกับการปฏิบัติการของห้างวอลมาร์ทเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ของซัพพลายเชนลง

    “การลดปริมาณคาร์บอนในวงจรผลิตภัณฑ์ส่วนมากหมายถึงการลดใช้พลังงาน นั่นหมายถึงประสิทธิภาพที่มากขึ้น ในขณะนี้ค่าต้นทุนด้านพลังงานมากขึ้น ถ้าลดต้นทุนได้จะทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งและแข่งขันกับที่อื่นได้ เรายังช่วยซัพพลายเออร์ลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และคาร์บอนฟุตพรินท์ ทั้งหมดนี้ทำให้เราสามารถช่วยลูกค้าได้เช่นเดียวกัน” Mike Duke กล่าวเสริม
    ห้างวอลมาร์ทร่วมมือกับกองทุนป้องกันสิ่งแวดล้อมหรือ Environmental Defense Fund (EDF) เพื่อพัฒนาหามาตรฐานให้กับซัพพลายเชนทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีบริษัทที่ปรึกษาเช่น PricewaterhouseCoopers, ClearCarbon Inc. โครงการ Carbon Disclosure Project และ Applied Sustainability Center ของมหาวิทยาลัยอาแคนซัส หน่วยงานพร้อมที่ปรึกษาจะร่วมกันพัฒนาโครงการ แนวทางการลดคาร์บอนฟุตพรินท์ สนับสนุนให้ซัพพลายเออร์และตรวจสอบซัพพลายเออร์ตามกระบวนการ และดำเนินการตามกฎระเบียบของการลดพลังงานก๊าซเรือนกระจก
    “ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ทั่วโลกต่างเริ่มแข่งขันกันในเรื่องลดปริมาณคาร์บอน ห้างวอลมาร์ทชูประเด็นนี้ขึ้นมาจะช่วยให้บริษัทหลายแห่งรู้ถึงขั้นตอนการลดต้นทุนและมลพิษ และจะทำให้ซัพพลายเชนต่างๆ หันมาสนใจลดการใช้ปริมาณคาร์บอนกันมากขึ้น” Fred Krupp ประธานกองทุนป้องกันสิ่งแวดล้อม กล่าวปิดท้าย

    สาระสำคัญของการลดการปล่อยพลังงานก๊าซเรือนกระจก
    การคัดเลือก วอลมาร์ทจะเน้นเรื่องการจัดกลุ่มสินค้าตามลำดับการใช้ปริมาณคาร์บอน การหาปริมาณคาร์บอนจะทำโดยหน่วยงาน ASC ซึ่งจะดูสินค้าของวอลมาร์ททั้งหมด ขั้นตอนนี้จะทำให้ทีมวิจัยเน้นเรื่องกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสลดปริมาณคาร์บอน การลดปริมาณคาร์บอนสามารถทำได้ทุกวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์

    การปฏิบัติ ในขั้นตอนนี้จะต้องลด GHGs ในผลิตภัณฑ์ให้ได้ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการซอร์สซิ่งวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง เมื่อลูกค้านำไปใช้ จนถึงวงจรสุดท้ายของผลิตภัณฑ์ ห้างวอลมาร์ทจะต้องแสดงเห็นอย่างจริงจังในการลดปริมาณคาร์บอนของสินค้าในเครือ
    การประเมินผล ซัพพลายเออร์และห้างวอลมาร์ทจะช่วยกันรับผิดชอบเรื่องการลดพลังงาน หน่วยงาน ClearCarbon จะปฏิบัติในเรื่องวิธีการการรักษาคุณภาพตามระเบียบวิธีวิจัย หลังจากนั้น PricewaterhouseCoopers จะประเมินว่าสินค้านั้นผ่านกระบวนการตรวจสอบตามที่ได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐานหรือไม่